
ผ่อนกฎอัยการศึก เปิดรูระบายลดแรงกดดัน
กระแสกดดันเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศ “กฎอัยการศึก” กลับมาเป็นประเด็นรุมเร้ารัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กระแสกดดันเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศ “กฎอัยการศึก” กลับมาเป็นประเด็นรุมเร้ารัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อีกครั้ง ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ
ทว่าสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สะท้อนให้เห็นว่ายังเป็นเรื่องยากท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่ยังไม่สงบเรียบร้อย
“เราได้ลดการใช้ลงมาเยอะแล้ว ในเรื่องการดำเนินคดีที่ผ่านมาในช่วงแรกๆ ตอนนี้ผมได้สั่งการให้การดำเนินคดีใช้กฎหมายปกติ แม้ว่าจะใช้กำลังในลักษณะของการเข้าสืบสวนสอบสวนจับกุมทันที แต่เวลาส่งศาลจะให้ส่งไปดำเนินคดีในศาลปกติ
จะใช้ศาลทหารน้อยที่สุด เว้นแต่คดีที่ร้ายแรง วันนี้อยากให้สบายใจ เราลดระดับทุกอย่าง ถ้ามันสงบเรียบร้อย ผมก็ลดระดับให้ได้ กำลังหามาตรการอื่นๆ อยู่”
ต้องยอมรับท่ามกลางสถานการณ์ที่คุกร่นต่อเนื่องจนถึงขณะนี้ ย่อมเป็น “เงื่อนไข” ให้ คสช.สามารถคงกฎอัยการศึกเอาไว้ต่อไปได้อีกนาน โดยไม่ต้องสนใจแรงเสียดทานที่เกิดขึ้น
ดังจะเห็นว่าตั้งแต่ระเบิดลูกแรกที่ทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยามสแควร์ เหตุการณ์ความรุนแรงยังเกิดต่อเนื่องทั้งที่ศาลอาญา ซึ่งจากการขยายผลสืบสวนจากผู้ก่อเหตุพบว่ามีเครือข่ายที่ทำงานอยู่ใต้ดิน แถมมีแผนก่อการเกือบ 100 จุด
“กฎอัยการศึก” จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ คสช.ไม่อาจตัดใจยกเลิก เพราะให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ ช่วยลัดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ทำให้เกิดความคล่องตัวกับเจ้าหน้าที่ หากไม่มีกฎอัยการศึกอาจทำให้การควบคุมดูแลถานการณ์ล่าช้าหรือสุ่มเสี่ยงไม่ทันการณ์
แต่ “ไซด์เอฟเฟกต์” จากการประกาศกฎอัยการศึก คือสิ่งที่ คสช.ต้องยอมแลก เริ่มตั้งแต่ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ ซ้ำเติมสถานการณ์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหลังคณะรัฐประหารเข้ายึดอำนาจ
แม้จะมี “โรดแมป” เดินหน้าสู่การเลือกตั้งและปฏิรูปประเทศที่ชัดเจน ที่ช่วยให้ต่างชาติได้อุ่นใจไม่เข้ามาแทรกแซงกิจการในไทย แต่ก็ไม่คลายความหวาดระแวง หลายประเทศยังคงยืนยันมาตรการโต้กลับ ทั้งลดความช่วยเหลือหรือกิจกรรมที่เคยร่วมกันในอดีต
กระทบไปถึงการค้าการลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ทั้งความเชื่อมั่นในเหตุการณ์เมืองไทย หรือเงื่อนไขเรื่องกฎอัยการศึกที่นักท่องเที่ยวไม่สามารถทำประกันการท่องเที่ยว จนหลายคนต้องยกเลิกแผนที่จะมาเที่ยวไทย พัวพันไปถึงรายได้ที่เข้าประเทศกระทบ ที่เพิ่มแรงเสียดทานให้กับรัฐบาลที่กำลังต้องเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจ
ตามมาด้วยปัญหาเรื่อง “สิทธิเสรีภาพ” ซึ่งองค์กรระหว่างประเทศเริ่มเข้ามาจับจ้องหลังเริ่มมีหลายเหตุการณ์ที่เข้าข่ายน่าเป็นห่วง ทั้งปิดปากไม่ให้ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิ รวมไปถึงการควบคุมตัวผู้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิต่างๆ
เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่ฉุดให้ภาพลักษณ์ของ คสช.มีปัญหา หากยังคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึกย่อมสั่นคลอนเสถียรภาพของ คสช.มากขึ้นเรื่อยๆ
ทางออกที่ทำได้มากที่สุดเวลานี้คือการผ่อนปรนเงื่อนไขให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร ในเมื่อไม่อาจยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึก อย่างน้อยนี่ก็ถือเป็น “รูระบาย” ลดความตึงเครียดจากสังคม
ยิ่งเวลานี้มีหลายกลุ่มออกมาเคลื่อนไหว อาทิ จนถึงกลุ่มศูนย์กลางนิสิต นักศึกษาเพื่อประชาธิปไตย (ศนปท.) ที่ออกมาเคลื่อนไหว รวมตัวเชิงสัญลักษณ์ ในกิจกรรม “พลเรือนต้องไม่ขึ้นศาลทหาร?!”
บางส่วนเคลื่อนไหวมายังหน้าศาลทหาร กรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม เพื่อให้กำลังใจผู้ต้องหาที่ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. และกฎอัยการศึกทั้ง 4 คน ที่พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้นำตัวมาส่งฟ้องต่ออัยการศาลทหารฯ ก่อนที่ศาลทหารจะปล่อยตัวทั้ง 4 คน
ประเมินแล้วไม่ใช่ผลดีหากจะดึงดันเดินหน้านำทุกคดีขึ้นสู่ศาลทหาร โดยเฉพาะกับคดีที่เป็นเพียงการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. กรณีการชุมนุมกันเกิน 5 คน ที่บางกรณีเป็นเพียงแค่การต้องการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพ ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังแอบแฝง หรือเชื่อมโยงถึงกลุ่มการเมือง โดยอาจคงไว้เฉพาะกรณีที่เกี่ยวพันไปถึงประเด็นความมั่นคงหรือกรณีร้ายแรงอื่นๆ
นี่จึงเป็นมาตรการแรกที่จำเป็นต้องทำเพื่อลดแรงกดดัน เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นหากจำเป็นต้องคงกฎอัยการศึกและไม่แน่ว่าต่อไปอาจจะมีมาตรการอื่นๆ ตามมาภายหลัง







