
ยื่นสมุดปกเขียว ถึงคสช.แก้ยางวูบ
หลังจากเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาดำเนินการขับเคลื่อนยางพาราอย่างเต็มศักยภาพทุกด้านผลักดันให้ราคาดีขึ้นจนเป็นที่หวังของชาวสวนยางว่าไทยสามารถกำหนดราคายางเองได้ในอนาคตโดยไม่ต้องอิงกับตลาดโลก
หลังจากเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาดำเนินการขับเคลื่อนยางพาราอย่างเต็มศักยภาพทุกด้านผลักดันให้ราคาดีขึ้นจนเป็นที่หวังของชาวสวนยางว่าไทยสามารถกำหนดราคายางเองได้ในอนาคตโดยไม่ต้องอิงกับ
ตลาดโลก
ล่าสุด ภาคีเครือข่ายชาวสวนยางพาราและสวนปาล์มแห่งประเทศไทย (คยปท.) ได้นำเสนอแผนการดำเนินการจัดการบริหารยางพารา เรื่อง รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยแนวทางเบื้องต้นการเพิ่มบทบาทศักยภาพการแปรรูปและพัฒนาระบบการตลาดยางในระดับเกษตร จำนวน 166 หน้า ถึง พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (กอ.รมน.) เพื่อจะได้นำเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แก้ปัญหาตกต่ำระยะสั้นและระยะยาวต่อไป
“ที่ผ่านมาโครงการมูลภัณฑ์ กันชนซึ่งเป็นโครงการแทรกแซงราคาตกต่ำ กลุ่มคณะหนึ่งกำหนดกฎเกณฑ์รับซื้อเองโดยไม่ฟังเสียงชาวสวนยาง ทำให้งบแทรกแซงราคากว่า 1 หมื่นล้านบาทไม่ถึงมือชาวสวนที่แท้จริง ส่วนใหญ่ตกอยู่กับนายทุน จึงเกิดภาวะเงินฝืดไม่มีกำลังซื้อในตลาด” นายทศพล ขวัญรอด ประธาน คยปท.กล่าว
นายทศพล กล่าวอีกว่า ตอนนี้สามารถผลักดันให้นำยางไปก่อสร้างถนนภายในประเทศ เมื่อมีการใช้ภายในก็สามารถเป็นผู้กำหนดราคาได้เอง ไม่จำเป็นต้องอิงราคาตลาดโลก เมื่อความต้องการภายในมากวัตถุดิบก็ย่อมเหลือน้อย ตลาดต่างประเทศก็จะเข้ามาซื้อทำให้ราคา
สูงขึ้น
ดังนั้น องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถนำไปสร้างถนนได้เลย โดยโครงการแรกสร้างถนนหมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร/ปี ซึ่งไทยมีกว่า 8,400 หมู่บ้านก็สร้างถนนได้กว่า 8.4 หมื่นกิโลเมตรแต่ละปี
อย่างไรก็ตาม สิ่งเร่งด่วน คือ องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ต้องเข้าหารือไปยังบริษัทอุตสาหกรรมยางมะตอยที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตยางมะตอย ซึ่งมีหลายบริษัทเพื่อขายยางที่มีอยู่แล้วในสต๊อกก็สามารถระบายออกได้ทันที
ขณะที่โครงการมูลภัณฑ์กันชนที่คณะทำงานบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบเห็นว่าควรยุติเพราะที่ผ่านมารับซื้อสองล็อต รัฐบาลหมดเงินสูงถึง 1.2 หมื่นล้านบาท แต่ชาวสวนไม่ได้รับผลประโยชน์ ซึ่ง คยปท. เห็นว่าไม่ควรยุติแต่ต้องแก้เงื่อนไขต่างๆ เพื่อเกษตรกรที่แท้จริง







