
กมธ.ยกร่างค้างปมรมต.ต้องโทษสมควรรับตำแหน่งหรือไม่
กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญค้างการพิจารณาปมรัฐมนตรีต้องโทษสมควรดำรงตำแหน่งได้หรือไม่ หวั่นอธิบายสังคมยาก
กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญค้างการพิจารณาปมรัฐมนตรีต้องโทษสมควรดำรงตำแหน่งได้หรือไม่ หวั่นอธิบายสังคมยาก
เมื่อวันที่ 18 มี.ค. การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายมานิจ สุขสมจิตร รองประธานกมธ.ยกร่างฯ คนที่สอง ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม โดยมีวาระพิจารณาทบทวนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา และบันทึกเจตนารมณ์ ได้พิจารณาผ่านบทบัญญัติที่ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี ที่ระบุไว้ในมาตรา 171 – มาตรา 186 แล้วเสร็จ
โดยมีประเด็นพิจารณาที่สำคัญ คือ มาตรา 175 ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้อห้ามของรัฐมนตรี ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาถึงการเขียนเจตนารมณ์ ใน (5) ที่มีบทบัญญัติว่า “ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือ ความผิดฐานหมิ่นประมาท” ที่ต้องการยกระดับและมาตรฐานของบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหาร
ทั้งนี้ ถือเป็นบทบัญญัติที่แก้ไขจากรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 174 ที่กำหนดถ้อยคำเป็นเงื่อนไขว่า “โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีก่อนได้รับแต่งตั้ง” เพื่อเป็นบทบัญญัติไม่ให้ผู้ที่ต้องโทษให้ถูกจำคุกด้วยคดีใดๆ เข้ารับตำแหน่ง ซึ่งที่ประชุมได้สอบถามว่า ประเด็นไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกดังกล่าว จะรวมถึงการต้องคำพิพากษาให้จำคุก แต่มีการรอลงอาญาไว้ก่อนหรือไม่
ขณะที่ ฝ่ายเลขานุการกมธ.ยกร่างฯ ได้อธิบายว่า ประเด็นที่บัญญัติดังกล่าวจะหมายถึงบุคคลที่ผ่านการจำคุกมาแล้วจริงๆ ห้ามมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ส่วนบุคคลที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แต่ศาลระบุว่าให้รอลงอาญาไว้ก่อน จะไม่ถือเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรานี้ โดยมีการยกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีคดีของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ถูกพิพากษาคดีหวย แต่ศาลระบุว่าให้รอลงอาญาไว้ก่อน เพื่อเป็นการควบคุมความประพฤติ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ได้มีการโต้แย้งจากสมาชิกว่ากรณีดังกล่าวไม่สามารถอธิบายให้สังคมเข้าใจได้ง่าย ว่า ก่อนที่รัฐมนตรีจะเข้ารับตำแหน่ง ถือเป็นบุคคลผู้ที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แต่รอลงอาญาไว้ก่อน สามารถมาดำรงตำแหน่งได้ ขณะที่รัฐมนตรีที่อยู่ในวาระแต่ถูกคำพิพากษาให้จำคุก แต่รอลงอาญาไว้ก่อนนั้นต้องพ้นจากตำแหน่งไป ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 185 (3) สังคมทั่วไปอาจสงสัยและกลายเป็นประเด็นคำถามที่ยากชี้แจงให้สังคมเข้าใจได้
ทำให้มีผู้เสนอให้มีการแก้ไขตัวบทบัญญัติโดยนำคำว่า “โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีก่อนได้รับแต่งตั้ง” มาบัญญัติไว้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความชัดเจน แต่มีสมาชิกทักท้วงว่าอาจจะขัดหลักการที่ต้องการยกระดับมาตรฐานของบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ประชุมจึงเห็นร่วมกันว่าให้นำประเด็นของ (5) รอการพิจารณาไว้ก่อน เนื่องจากมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ
ส่วนมาตรา 178 ว่าด้วยการกำหนดให้นายกฯและรัฐมนตรีมีหน้าที่เข้าร่วมประชุมสภาฯ วุฒิสภา และรัฐสภา และให้ถือว่าการเข้าประชุมดังกล่าว เป็นภารกิจสำคัญเหนือภารกิจอื่นใด ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อให้ฝ่ายบริหารมีความรับผิดชอบต่อฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมีสมาชิกทักท้วงว่าการกำหนดบทบัญญัติดังกล่าวรวมถึงเจตนารมณ์อาจขัดกับหลักการของการแบ่งแยกอำนาจ ที่ระบุไว้ในมาตรก่อนหน้านี้ ว่านายกฯและ รัฐมนตรีต้องไม่เป็นสส. ดังนั้น หากกำหนดให้การเข้าประชุมสภาฯ วุฒิสภา และรัฐสภาเป็นหน้าที่ และเป็นภารกิจสำคัญเหนือภารกิจอื่น อาจกระทบต่อการบริหารของฝ่ายบริหารได้
ทั้งนี้ เพราะในสมัยประชุมหนึ่งอาจมีการประชุมจำนวน 4 วัน ต่อสัปดาห์ แบ่งเป็น ของสส. 2 วัน และของสว. 2 วัน และหากมีการประชุมร่วมรัฐสภา อาจทำให้ทั้งสัปดาห์ นายกฯและรัฐมนตรีต้องเข้าประชุมจนไม่มีเวลาบริหารราชการได้ ทำให้ที่ประชุมได้นำบทบัญญัติและเจตนารมณ์รอการพิจารณาไว้ก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บทบัญญัติในมาตรา 184 ว่าด้วยการให้ปลัดกระทรวง รักษาการรัฐมนตรีว่าการประจำกระทรวงนั้น เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ที่ประชุมได้ถกเถียงว่าในกรณีที่นายกฯ ลาออกเพื่อเปิดทางให้มีการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ หรือ รัฐมนตรีลาออก ซึ่งถือเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียง 30 วัน ที่ต้องแต่งตั้ง ครม. หรือรัฐมนตรีขึ้นใหม่ จะเหมาะสมหรือไม่ที่จะให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รัฐมนตรีรักษาการ ซึ่งที่ประชุมได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าบทบัญญัติดังกล่าวให้บังคับใช้เฉพาะกรณีการอยู่







