posttoday
กม.บ้านที่ดิน...อันตรายต่อระบบเศรษฐกิจ

กม.บ้านที่ดิน...อันตรายต่อระบบเศรษฐกิจ

18 มีนาคม 2558

“กฎแท้จริงในการตัดสินใจจะเลือกรับหรือไม่รับอะไรไม่ใช่เพียงเพราะว่ามันมี ‘ส่วนไม่ดี’ แต่ต้องดูว่า ‘ส่วนไม่ดี’

โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ

“กฎแท้จริงในการตัดสินใจจะเลือกรับหรือไม่รับอะไรไม่ใช่เพียงเพราะว่ามันมี ‘ส่วนไม่ดี’ แต่ต้องดูว่า ‘ส่วนไม่ดี’ นั้นมีมากกว่าส่วนที่ดีหรือเปล่า? จุดที่ดีหรือไม่ดีมีกี่จุด กฎนี้ใช้ได้กับทุกอย่าง โดยเฉพาะกับนโยบายรัฐบาล ทุกอย่างประกอบด้วยส่วนองค์ประกอบที่แยกกันไม่ออก เพราะฉะนั้น จะต้องใช้วิจารณญาณเอาเอง” – อับราฮัม ลินคอล์น

การที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล และสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ชุด “ดรีมทีม” ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลออกหน้าผลักดันใช้มาตรการทางภาษีต่อ ครม. ด้วยการออกกฎหมายเรียกเก็บภาษีที่ดิน-บ้าน แบบ “ถอยหลังเข้าคลอง” หรือ “ถอนขนห่านที่ผอมโซและกำลังจะตายอยู่แล้ว” จากประชาชนภายในประเทศ ด้วยวิธีคิดอย่างตื้นเขินในการหารายได้เข้ารัฐ ทั้งๆ ที่ควรหารายได้โดยเน้นแนวทางการพาณิชย์ ค้าขายระหว่างประเทศ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นกฎหมายที่ไม่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และไม่ชอบธรรมกับประชาชนกระทั่ง พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีต รมช.คลัง ต้องออกมาเตือนว่า “ภาระนี้จะตกแก่ประชาชนผู้บริโภคทุกระดับ ไม่ว่ายากดีมีจน เรียกว่าเดือดร้อนทุกหย่อมย่าน จนเป็นข่าวพาดหัว “ระเบิดภาษี รมต.คลัง” อย่างน่าพรั่นพรึง

ผู้เขียนรู้สึกยินดีด้วยที่ได้ทราบข่าวจากสื่อมวลชนว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธานร่วมประชุมชุดต่างๆ 5 คณะเกี่ยวกับแนวทางปฏิรูปภาษี ซึ่งมีเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรายงานต่อนายกฯ แต่ปรากฏว่านายกฯ ได้ขอให้ชะลอเรื่องนี้ออกไปก่อน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาโครงสร้างภาษีที่เหมาะสมในระยะยาว
ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เพราะเวลานี้เศรษฐกิจยังมีปัญหา ยังไม่ค่อยพร้อมกอปรกับเศรษฐกิจโลกยังไม่ดี สังคมยังไม่พร้อม และยังมีข้อที่สังคมยังไม่เห็นด้วยอีกมาก ฉะนั้น จึงชะลอไปก่อนอย่างไม่มีกำหนดจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว...

การทบทวนเป็นสิ่งที่ดี เพราะในบรรดาปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันยังไม่เหมาะสม สำหรับการใช้มาตรการทางภาษีนี้กับประชาชน เพราะการพิจารณาถึงปัญหาว่าด้วยการหารายได้เข้ารัฐ หรือการเพิ่มรายได้เข้ารัฐได้อย่างไรนั้น น่าจะเป็นภาวะหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ กระทรวงการคลัง เพื่อกำหนดแนวนโยบายในทางการค้าเพื่อหารายได้กับต่างประเทศ มิใช่คิดง่ายๆ รีดภาษีกับคนในชาติแต่ถ่ายเดียว ซึ่งเป็นหลักคิดและวิธีการที่ล้าหลัง“น้ำเน่า” และไม่เวิร์ก! กับระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน

“บิ๊กตู่” สั่งชะลอกฎหมายที่ถูกวิจารณ์ว่าทำให้เดือดร้อนไปทุกหย่อมย่านนี้ จึงสอดคล้องกับเหตุการณ์ ทั้งนี้เพราะผู้ที่สามารถจะบริหารแผ่นดินไปตลอดรอดฝั่งได้จะต้องเป็นผู้ที่มีความตื่นตัว ไหวตัวทางการเมืองเป็นอย่างดี และมีความรู้ทางด้านเศรษฐกิจ อ่านเกมการเมืองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

ดังนั้น หลักการออกกฎหมายเพื่อการบริหารการเงินการคลังของประเทศ โดยเฉพาะกับการตรากฎหมายที่ดิน-บ้านนั้น ถ้าเหตุผลเป็นที่ยอมรับของประชาชนย่อมเป็นกฎหมายที่ดีและเวิร์ก แต่ในทางกลับกัน หากไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน หรือไม่สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจของบ้านเมืองในปัจจุบัน ย่อมจะส่งผลกระทบในทางลบต่อสังคมส่วนรวม หรือถึงขั้นอาจทำให้ประเทศชาติเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจขึ้นในที่สุด ดังนั้น ผู้บริหารประเทศจะต้องใช้ความระมัดระวัง ควรพิเคราะห์พิจารณาถึงผลกระทบในทุกมิติอย่างรอบคอบ ทั้งนี้ เพราะหากประกาศใช้กฎหมายที่ขัดกับความจริงของสภาวการณ์ทางการเมือง อาจก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในวงกว้างได้

ยกตัวอย่างเช่น สมัย ชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศใช้กฎหมายที่กระทบกับระบบเศรษฐกิจหลายครั้ง โดยเฉพาะกับการใช้นโยบายขึ้นดอกเบี้ยตามคำสั่งของ IMF เพื่อรักษาเงินบาท ทำให้บริษัทห้างร้านที่อาศัยเงินกู้จากธนาคารมาดำเนินกิจการสู้ดอกเบี้ยไม่ไหว พากันล้มระเนระนาดปิดกิจการไปจำนวนมาก ธนาคารโลกได้ส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลไทยในขณะนั้นว่า คนยากจนในขณะนี้มีจำนวนถึง 9 ล้านคน และจะเพิ่มต่อไปในอนาคต เศรษฐกิจเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

โดยรัฐบาลได้สั่งปิดตาย 65 ไฟแนนซ์ ตอกฝาโลงไม่ให้ฟื้นคืนชีพได้ พนักงานจำนวน 2 หมื่นกว่าคนตกงานทันที เงินเดือนของพนักงานคนละประมาณ 2 หมื่นบาท รวมเป็นเงิน 400 ล้านบาท ที่หมุนเวียนใน
ท้องตลาดในแต่ละเดือนก็หายไปทันที เงินออมของประชาชนที่ฝากกินดอกเบี้ยกับบริษัทไฟแนนซ์ 66 แห่ง เป็นแสนๆ ล้านบาทก็ถูกกักตาย เงินที่ประชาชนส่วนที่ซื้อบ้านได้วางดาวน์กับบริษัทจัดสรรสูญสลายไป เมื่อบริษัทไฟแนนซ์ถูกตอกฝาโลงปิดตาย เพราะที่ดินในโครงการถูก ปรส. ยึดไปเป็นเงินจำนวน 1 ล้านล้านบาท ของ 66 ไฟแนนซ์ เป็นเงินตาย ไม่สามารถแสดงบทบาทอะไรได้ จนขยายผลให้เงินปล่อยกู้ของธนาคารจำนวนมากกลายเป็น NPL ถึง 2 ล้านล้านบาท ผลประกอบการธนาคารไตรมาส 3 ของทุกปีขาดทุนย่อยยับจนกลายเป็นวิกฤตการเงินอันลือลั่น!

อนิจจา!... เหตุเพราะเงินจำนวนล้านล้านบาทของบริษัทการเงิน 66 แห่ง เงินหยุดนิ่ง ชะงักงัน ไม่หมุนเวียน จนกลายเป็น“เงินตาย” และขยายผลกระทบให้เงินปล่อยกู้ของธนาคารทั้งหมดจำนวน 2 ล้านล้านบาท กลายเป็น NPL ไม่หมุนเวียนในตลาดการเงินจนเศรษฐกิจล่มสลาย!

เพราะชวน...มี “ดรีมทีม” ได้ชื่อว่าเป็นนักการคลังที่ดีที่สุด และเป็น “กุนซือ”ที่ชวนเชื่อฟังที่สุดคนหนึ่งที่ชื่อ “ธารินทร์ นิมมานเหมินท์” ใช่หรือไม่?

ในยุค “ต้มยำกุ้ง” นั้น เผอิญผู้เขียนและ ดร.สมัคร เจียมบุรเศรษฐ์ ต่างเป็นผู้บริหารระดับสูงในบริษัทไฟแนนซ์อยู่พอดี ได้ถูกพายุร้ายกระหน่ำด้วย จึงถือเป็นบทเรียนอันเจ็บปวดที่รัฐบาลต่อมาไม่ควรเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์อันขมขื่น ที่มิอาจลืมเลือนไปจากความทรงจำ

อยากถามว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมีใครรับผิดชอบบ้าง?

ดังนั้น การตรากฎหมายใหม่หรือวางนโยบายของรัฐ จึงควรสุขุมให้มาก โดยเฉพาะกฎหมายบ้าน-ที่ดิน ซึ่งมีผลต่อประชาชน “ห่านที่ผอมโซ” ซึ่งลำบากอยู่แล้ว จึงเป็นห่วงว่าน่าจะเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ!

ดร.สมัคร ได้เขียนใน “อุดมการณ์ของชาติ” ตอนหนึ่งว่า... “เศรษฐกิจของประเทศจะมั่นคงด้วยระบบการคลังที่มีคุณภาพ การคลังที่ดีนั้นไม่ได้มาจากภาษีของประชาชนแต่เพียงอย่างเดียว รัฐต้องมีความสามารถในการหารายได้เข้าประเทศทั้งภายในประเทศและจากต่างประเทศและการใช้ทรัพยากรทั้งหลายให้ได้ประโยชน์สูงสุด ประเทศจะเจริญก้าวหน้าด้วยระบบการคลังที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพ”

ฉะนั้น การใช้วิธีถอนขนห่าน (ที่ผอมโซ) ถ่ายเดียว จึงไม่ “เวิร์ก” มิใช่หรือ?

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง