
ต่างชาติห่วงการศึกษาไทยไม่เท่าเทียม
ประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องร้อนของสังคมไทยอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทุกคนที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ในประเทศไทย ก็คือ เรื่องของการเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งไม่เคยต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน เช่นเดียวกับโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ ทว่า เมื่อ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา ครม.กลับเห็นชอบให้เก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลโรงเรียนกวดวิชาเหล่านี้แล้ว ในอัตรา 20%
ประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องร้อนของสังคมไทยอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทุกคนที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ในประเทศไทย ก็คือ เรื่องของการเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งไม่เคยต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน เช่นเดียวกับโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ ทว่า เมื่อ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา ครม.กลับเห็นชอบให้เก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลโรงเรียนกวดวิชาเหล่านี้แล้ว ในอัตรา 20%
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่งผลให้มีประชาชนในประเทศออกมาแสดงความคิดเห็นกันหลากหลาย โดยหลักๆ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ระหว่างผู้ที่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา เนื่องจากเห็นว่าร่ำรวยโดยมิชอบ กับผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีดังกล่าว เนื่องจากคิดว่าจะเป็นการผลักภาระให้บรรดาผู้ปกครองของนักเรียน รวมถึงทำให้ผู้ที่มีฐานะทางการเงินไม่ดีอยู่แล้ว ต้องลำบากหนักขึ้นในการพยายามหยิบยื่นโอกาสทางการศึกษาให้แก่บุตรหลานของตน เช่น จาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ ผู้แสดงความเห็นว่า การเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชาไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริงของระบบการศึกษาไทยแต่อย่างใด
ความเห็นนี้เป็นไปในแนวทางเดียวกับ แดเนียล แม็กซ์เวล นักการศึกษาชาวอังกฤษผู้อาศัยและทำงานอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 โดย แม็กซ์เวล แสดงทัศนะผ่านสำนักข่าวเอเชียน คอร์เรสปอนเดนต์ สำนักข่าวอิสระผู้รายงานความเคลื่อนไหวต่างๆ ในเอเชีย ว่า ปัญหาร้ายแรงที่สุดข้อหนึ่งของระบบการศึกษาไทย ก็คือ ความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา
แม็กซ์เวล ระบุว่า การสอบข้อสอบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (โอเน็ต) เป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่ามีความไม่เท่าเทียมในระบบการศึกษาไทย ระหว่างนักเรียนโรงเรียนเอกชนซึ่งผู้ปกครองมีฐานะดี และนักเรียนในโรงเรียนรัฐบาลซึ่งผู้ปกครองมีฐานะยากจน โดยนักเรียนกลุ่มแรกมีโอกาสได้คะแนนสูงกว่าถึง 10% ในวิชาที่ใช้ภาษาไทย และ 20% ในวิชาที่ใช้ภาษาอังกฤษ
ทั้งนี้ หลักฐานดังกล่าว ขัดแย้งกับ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวดที่ 2 มาตรา 10 ซึ่งระบุว่า “การจัดการศึกษา ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกัน ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” และหมวดที่ 4 มาตรา 22 ซึ่งระบุว่า “การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ”
แม็กซ์เวลทิ้งท้ายว่า ความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาไทย บ่งชี้ถึงความมีสิทธิพิเศษทางชนชั้นของสังคม รวมถึงวงจรอุบาทว์ของการปฏิวัติทางการเมืองที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะสิ้นสุดลงได้ ก็ต้องให้ระบบการศึกษาทั่วถึงอย่างเท่าเทียมก่อนเท่านั้น







