
การปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ (3)
โดย....นพ.วิชัย โชควิวัฒน
โดย....นพ.วิชัย โชควิวัฒน
ขบวนการปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษเป็นขบวนการใหญ่ มีตัวละครสำคัญ และมีการดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน สมควรแก่การศึกษาเพื่อเป็นบทเรียน โชคดีหลัง พ.ร.บ.ทำแท้ง 2510 ออกมาได้ 30 ปี มูลนิธิคุมกำเนิด (Birth Control Trust) ได้สัมภาษณ์บุคคลสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องจัดทำเป็นหนังสือชื่อ “นักปฏิรูปกฎหมายทำแท้ง : ผู้บุกเบิกนำการเปลี่ยนแปลง” (Abortion Law Reformers : Pioneers of Change) เมื่อ พ.ศ. 2551 โดยมี แอนน์ ฟูเรดี และมิค ฮูม เป็นบรรณาธิการ ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเยือนองค์กรแห่งนี้เมื่อปลายเดือน มี.ค. 2557 ได้มีโอกาสพบและฟังบรรยายสรุปจากแอนน์ซึ่งเป็นประธานคณะบริหารของบีพาส และคณะทำให้ได้ข้อมูลความรู้ที่เป็นประโยชน์มาก
องค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปทั้งกฎหมาย และระบบการทำแท้งในอังกฤษ คือ สมาคมปฏิรูปกฎหมายทำแท้ง (Abortion Law Reform Association : ALRA) ซึ่งก่อตั้งและเคลื่อนไหวอย่างเข้มแข็งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2479 โดย อลิศ เจนกิ้นส์, เจเนต ชานศ์ และสเตลลา บราวน์ บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในรุ่นที่สองของสมาคม และเป็นผู้รณรงค์ผลักดันการปฏิรูปกฎหมายทำแท้งจนสำเร็จ ได้แก่ ไดแอน มันเดย์, แมเดลีน ซิมส์, ไดลิส คอสซีย์, อลาสแตร์ เซอร์วิศ และเลดี้ วีรา ฮูตัน
ไดแอน มันเดย์ เป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการและรองประธานสมาคมปฏิรูปกฎหมายทำแท้ง ไดแอนเคยมีประสบการณ์ตรงกับหญิงที่ไปทำแท้งกับหมอเถื่อนแล้วเสียชีวิต หญิงคนนั้นแต่งงานและมีลูก 3 คนแล้ว เธอพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่สามารถเลี้ยงลูกคนที่ 4 ไหว จึงตัดสินใจไปทำแท้งแล้วเสียชีวิต ไดแอนช็อกกับเหตุการณ์ครั้งนั้นมาก ขณะนั้นเธออายุ 20 ต้นๆ ทำงานวิจัยอยู่ในโรงพยาบาลเซนต์บาร์โธโลมิว เธอเล่าเรื่องนี้ให้แพทย์กลุ่มหนึ่งฟังขณะรับประทานอาหารกลางวัน พวกหมอมองหน้าเธอแล้วบอกว่า “เธอไปหมกตัวอยู่ที่ไหน?” การสนทนาครั้งนั้นทำให้เธอทราบว่า ทุกวันศุกร์และวันเสาร์กลางคืน โรงพยาบาลเซนต์บาร์โธโลมิว หรือเรียกย่อๆ ว่า โรงพยาบาล “บาร์ท” และโรงพยาบาลอื่นๆ ในกรุงลอนดอน จะจัดเตรียมวอร์ดไว้รับคนไข้ที่ไปทำแท้งกับหมอเถื่อน (Backstreet abortion) แล้วเกิดโรคแทรกซ้อน ด้วยอาการตกเลือด ช็อก ติดเชื้อ และบางรายกำลังจะตาย เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นจนเป็นเรื่องชินชา เหตุที่เกิดเรื่องวันศุกร์และวันเสาร์ เพราะวันศุกร์เป็นวันจ่ายค่าจ้าง ทำให้หญิงที่ต้องการทำแท้งมีเงินไปจ่ายค่าบริการ
ไดแอนเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจ จนเธอตั้งครรภ์ท้องที่ 3 เธอมีอาการไม่สบายมากและนอนไม่ใคร่หลับ เธอเป็นโรคเบาหวานทำให้เด็กในท้องตัวโต หมอจ่ายยาธาลิโดไมด์ ซึ่งเวลานั้นยังไม่รู้ว่าเป็นยาที่ทำให้เด็กพิการแขนขากุด และเป็นยาที่จ่ายเป็นประจำให้แก่หญิงตั้งครรภ์ที่แพ้ท้อง โชคดีที่เธอแข็งใจไม่ยอมกินยา และลูกก็คลอดออกมาปกติ ขณะที่เด็กในละแวกนั้นเกิดมาแขนขากุดหลายคน เธออ่านหนังสือพิมพ์ ดิออบเซิร์ฟเวอร์ มีคนเขียนจดหมายไปลงพิมพ์เอ่ยถึงสมาคมปฏิรูปกฎหมายทำแท้ง เธอจึงเขียนจดหมายติดต่อไปขอเข้าร่วม เพราะความคิดหนึ่งรบกวนจิตใจเธอมากว่า ถ้าเธอกินยาธาลิโดไมด์ตามหมอสั่งและจะทำให้ลูกในท้องพิการ เธอคงต้องการทำแท้ง
หมอคนนั้นมีฝีมือดีมาก หลายปีต่อมา เมื่อไดแอนชักชวนให้หมอคนนั้นบริจาคเงินให้สมาคม เธอถามว่าทำไมเขามารับทำแท้ง หมอเล่าว่า เมื่อตอนจบเป็นแพทย์ใหม่ๆ ผู้หญิงคนหนึ่งมาขอให้ทำแท้ง เขาปฏิเสธและโน้มน้าวให้เก็บเด็กในท้องไว้โดยบอกว่าเธอจะรู้สึกค่อยๆ รักเด็ก ผู้หญิงคนนั้นผูกคอตายคืนนั้นเอง หมอบอกว่าเหตุการณ์นั้นทำให้รู้สึกว่าเขาเป็นคนฆ่าเธอ เสมือนว่าจ่อยิงเธอที่ศีรษะ
หมอส่งไดแอนไปพบจิตแพทย์ จ่ายเงิน 10 กินนี (1 กินนี เท่ากับ 1.05 ปอนด์) เพื่อรับเอกสารอนุญาตให้ทำแท้ง ที่ต้องทำเช่นนั้นเพื่อให้ได้หลักฐานว่าเธอมีปัญหาด้านจิตใจอย่างมาก หากจะต้องมีลูกเพิ่มอีกคน เธอต้องได้รับคำรับรองจากจิตแพทย์เพื่อให้เข้ากรณีที่กฎหมายสมัยนั้นอนุญาตให้ทำแท้งได้ เงิน 10 กินนีสมัยนั้นไม่ใช่น้อยๆ เลย ในขณะที่เงินเดือนเลขานุการเพียงสัปดาห์ละ 2 ปอนด์ หลังจากนั้นหมอซึ่งเป็นนรีแพทย์ (Gynecologist) นัดให้เธอไปทำแท้งที่เนิร์สซิ่งโฮมแห่งหนึ่งสัปดาห์ต่อมา โดยเรียกค่าบริการ 150 ปอนด์ ซึ่งเทียบเท่าปัจจุบันมากกว่า 1,000 ปอนด์ เธอไม่สามารถหาเงินได้ถึง 150 ปอนด์ จึงขอต่อรองว่าขอเอาอาหารไปกินเอง และยินดีอยู่ห้องรวมกับคนอื่น หมอกลับไปปรึกษาเจ้าหน้าที่และถามว่า งั้นคิด 90 ปอนด์ ไหวไหม ซึ่งราคานั้นก็ทำให้เธอหมดกระเป๋าแต่ก็ต้องจ่าย และเธอก็ได้ทำแท้งอย่างปลอดภัย ขณะที่เธอรู้ว่ามีผู้หญิงจำนวนมากที่ไม่มี “โอกาส” เช่นเธอ
สมัยนั้นการทำแท้งถูกกฎหมายโดยแพทย์เป็นเรื่องใหญ่ ต้องใช้เครื่องมือ “ขยายและขูด” และต้องดมยาสลบ ขณะฟื้นจากยาสลบ ไดแอนคิดถึงผู้หญิงหลายคนที่ตายไปเพราะไม่มีโอกาสเช่นเธอ เธอมีโอกาสเพราะเธอมี “สมุดเช็คที่จะไปที่ถนนฮาร์เลย์” จึงทำให้เธอรอดชีวิต ตอนนั้นเองที่เธอครุ่นคิดว่า “ฉันจะต้องทำเรื่องนี้ ฉันจะต้องทำสิ่งที่ฉันทำได้ เพื่อช่วยผู้หญิงที่ไม่มีสมุดเช็ค เพื่อให้เธอสามารถยุติการตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย”
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการรณรงค์ตลอด 30 ปี เธอไปร่วมประชุมใหญ่ประจำปีของสมาคมครั้งต่อมา เธอได้พบหลายคนที่เป็นผู้นำรณรงค์ เธอได้ร่วมเป็นกรรมการสมาคม เธอไม่เคยมีประสบการณ์ในการเป็นกรรมการสมาคมใดๆ มาก่อน แต่เธอมีความมุ่งมั่นที่จะออกไปทำงาน จึงเริ่มไปเข้าฝึกอบรมการพูดในที่สาธารณะ รวมทั้งการพูดทางทีวีและทางวิทยุ ประกาศว่าเธอเคยทำแท้ง เป็นการประกาศตัวอย่างเปิดเผย พูดถึงสิ่งที่คนทั่วไปไม่กล้าพูด หรือไม่กล้าเอ่ยถึงสมัยนั้น
การเปิดเผยว่าเธอเคยทำแท้งต่อสาธารณะของไดแอน เปรียบเสมือนการเปิดทำนบ หลังจากนั้นก็มีคนจำนวนมากยอมเปิดปากพูดว่าเธอก็เคยทำแท้ง จดหมายมากมายส่งเข้ามาที่สมาคมเล่าประสบการณ์อันขมขื่นของการทำแท้ง







