
จุดอ่อนรัฐธรรมนูญ อยู่ตรงที่เนื้อใน
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ไม่น่าเชื่อว่า “พรรคเพื่อไทย” และ “พรรคประชาธิปัตย์” จะพร้อมใจกันออกมาถล่มการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ภายหลังคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเสร็จสิ้นจำนวน 315 มาตรา
ประเด็นหนึ่งที่ทั้งสองพรรคเห็นตรงกัน คือ โครงสร้างทางการเมืองที่ไม่สะท้อนความต้องการของประชาชน
ทั้งนี้ เมื่อมองในภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ต้องถือว่ามีเนื้อหาบางจุดที่นำมาซึ่งจุดอ่อนด้วยกัน 3 ประเด็น ดังนี้
1.ที่มาของนายกรัฐมนตรี แม้คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะอธิบายด้วยเจตนาที่ดีถึงการให้นายกฯ ในอนาคตไม่จำเป็นต้องเป็น สส. แต่อีกด้านหนึ่งถือว่าสั่นคลอนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าด้วยการให้ “พลเมืองเป็นใหญ่” ของคณะ กมธ.ยกร่างฯ อยู่ไม่น้อย
ในเมื่อคณะ กมธ.ยกร่างฯ เล็งเห็นว่าพลเมืองต้องเป็นใหญ่ แต่ทำไมถึงไม่ให้นายกฯ มาจากประชาชนผ่านการให้นายกฯ ต้องเป็น สส.
จริงอยู่การให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงมติเลือกบุคคลเข้ามาเป็นนายกฯ เหมือนกับหลักการรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 ทุกประการ แต่การเปิดทางให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกฯ ได้ จึงเสมือนหนึ่งการให้สภาเอาใครก็ได้มาเป็นนายกฯ โดยบุคคลผู้นั้นไม่ต้องผ่านการคัดกรองของประชาชน ไม่ต่างอะไรกับการไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกผู้นำประเทศ
อย่าได้แปลกใจว่า ทำไมทันทีที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ อนุมัติให้คนนอกมาเป็นนายกฯ เสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการสืบทอดอำนาจถึงเริ่มดังขึ้น
2.การออกแบบวุฒิสภา จุดอ่อนสำคัญของวุฒิสภาแบบใหม่อาจไม่ได้อยู่ที่การกำหนดกระบวนการการได้มาซึ่ง สว. จำนวน 5 ช่องทาง เพราะ สว.จะดีหรือไม่ดี ไม่ได้วัดตรงที่วิธีการเลือก สว. แต่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเป็นหลัก
ทว่า ปัญหาของวุฒิสภาชุดใหม่กลับซ่อนอยู่ในอำนาจที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ออกแบบมากกว่า
อำนาจใหม่ที่ว่านั้นอยู่ที่การให้วุฒิสภามีหน้าที่ตรวจสอบประวัติของคณะรัฐมนตรีก่อนให้นายกฯ นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ
แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่กำหนดให้ สว.ลงมติว่าบุคคลใดสมควรหรือไม่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เนื่องจากมีหน้าที่ตรวจสอบและทำรายงานเสนอให้นายกฯ เท่านั้น แต่การให้วุฒิสภาสามารถให้ความเห็นบุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรีได้ ย่อมเป็นการขยายอำนาจของวุฒิสภาเข้าไปสู่เขตแดนอำนาจของฝ่ายบริหารมากขึ้น
ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 วางหลักการให้นายกฯ มีสถานะเป็นหัวหน้ารัฐบาลมาตลอด ซึ่งย่อมหมายรวมถึงอำนาจสิทธิขาดในการวางตัวรัฐมนตรีด้วย
ดังนั้น การให้วุฒิสภาเข้ามาข้องเกี่ยวกับเขตอำนาจฝ่ายบริหาร จึงเป็นการเขย่าหลักการการแบ่งแยกอำนาจระหว่าง “บริหาร-นิติบัญญัติ-ตุลาการ” พอสมควร
3.การเลือกตั้ง สส. การนำระบบเลือกตั้ง สส.แบบสัดส่วนผสมจากเยอรมันมาใช้ด้านหนึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เพราะคณะ กมธ.ยกร่างฯ มีคำอธิบายที่สามารถรับฟังได้ว่ามีเจตนาที่ไม่อยากให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งมีเสียงข้างมากในสภามากเกินไป
เช่นเดียวกับการให้มี สส.ระบบบัญชีรายชื่อแบบเปิด หรือ Open List ที่เพิ่มอำนาจให้กับประชาชนด้วยให้สามารถเลือก สส.บัญชีรายชื่อด้วยตัวเองได้ จากเดิมที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกมัดมือชกโดยพรรคการเมือง
แต่ประเด็นที่จะเป็นปัญหา คือ การกำหนดให้พรรคการเมืองมีกระบวนการหยั่งเสียงหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. (Primary Vote)
เป็นเรื่องที่ กมธ.ยกร่างฯ หลายคนยังมีความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับหลักการดังกล่าวอยู่หลายคน เนื่องจากมองว่าจะก่อให้เกิดการซื้อเสียง 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1.การทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับการหยั่งเสียงของพรรคการเมือง 2.ใช้เงินซื้อเสียงในพื้นที่ที่ต้องลงคะแนนหยั่งเสียง และ 3.เมื่อชนะการหยั่งเสียงและเป็นผู้สมัครเลือกตั้ง สส.แล้วก็จะใช้เงินซื้อเสียงเพื่อให้ได้ตำแหน่ง สส.
4.การสถาปนาองค์กรใหม่ เรื่องนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้วางเอาไว้ เพื่อหวังให้เป็นกลไกที่สามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้ประสบผลสำเร็จ แต่ความหวังที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ พยายามทำนั้นกำลังนำซึ่งคำถามสำคัญว่าบางองค์กรมีความจำเป็นแค่ไหน
ตัวอย่างเช่น สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ เพราะการปฏิรูปประเทศภายหลังการเลือกตั้งควรเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร โดยหากเกิดกรณีที่รัฐบาลละเลย ประชาชนก็สามารถอาศัยกระบวนการทางกฎหมายเอาผิดได้ หรือ การตั้งสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ มีความเหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากหน้าที่การตรวจสอบจริยธรรมของนักการเมืองก็มีผู้ตรวจการแผ่นดินทำหน้าที่ดังกล่าวอยู่แล้ว
การวางโครงสร้างการเมืองใหม่ของคณะ กมธ.ยกร่างฯ แน่นอนว่าล้วนมีเจตนาที่่ดีที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่หากคณะ กมธ.ยกร่างฯ ไม่นำเสียงท้วงติงมาปรับแก้เพื่อให้เกิดความลงตัวในระดับหนึ่ง ก็คงไม่สามารถทำให้ความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพิ่มขึ้นได้







