posttoday
หม่อมอุ๋ยแจงธนาคารโลก ไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ

หม่อมอุ๋ยแจงธนาคารโลก ไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ

17 มีนาคม 2558

ผู้อำนวยการธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อูริช ซาเกา

ผู้อำนวยการธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อูริช ซาเกา เข้าพบ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เมื่อวานนี้ โดยธนาคารโลกย้ำว่ายินดีที่จะสนับสนุนและช่วยเหลือไทยในสิ่งที่ไทยต้องการ

ทั้งนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุว่า ไทยกำลังส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล มีการปรับยุทธศาสตร์ทางด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจไปในทิศทางใหม่ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการเติบโตและยกระดับการผลิตของอุตสาหกรรมในระยะยาว เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันต่อประเทศเพื่อนบ้านที่ปัจจุบันสามารถผลิตสินค้าหลายชนิดได้ใกล้เคียงกับประเทศไทย แต่มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตต่ำกว่า

ดังนั้น ไทยจึงต้องยกระดับการผลิตอุตสาหกรรม โดยการส่งเสริมการลงทุนเฉพาะสาขาที่แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมสุขภาพ อุตสาหกรรมสีเขียว การส่งเสริมพลังงานทดแทน รวมทั้งการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ของบีโอไอจะมีการเพิ่มมาตรการส่งเสริมลงทุนไม่ใช่ภาษี (non-tax incentive) มากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศให้มากขึ้น

จิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ลดดอกเบี้ยนโยบายรอบนี้ลง 0.25% เหลือ 1.75% เพราะตั้งใจจะพยุงความเชื่อมั่น เพราะ ธปท.มองว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้ม ฟื้นตัวได้ช้า จึงอยากให้นโยบายการเงินมาลดความเจ็บปวดระยะสั้นหรือชอร์ตเทอมแพลน แน่นอนไม่ใช่ลดดอกเบี้ย เพราะถูกบีบขณะนี้

ทั้งนี้ การตอบสนองของตลาดก็ตอบรับพอสมควร โดยการเคลื่อนไหวของเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางที่อ่อนค่าลง จากระดับ 32.80 บาท/เหรียญสหรัฐ ลงมาต่ำสุดอยู่ที่ระดับ 32.94 บาท/เหรียญสหรัฐ และกลับมานิ่งและมีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ดีการอ่อนค่าลงของเงินบาทไม่ได้เกิดจากภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกที่ผิดปกติแต่อย่างใด เพราะเงินทุนไหลเข้าออกยังค่อนข้างสมดุล มีทั้งเข้าและออก

นอกจากนี้ การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายยังทำให้อัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของไทยลดต่ำลง ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินของภาคธุรกิจไทยและประชาชนที่มีภาระหนี้ลดต่ำลง โดยอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ลดลงเล็กน้อย 0.03% จาก 2.77% ก่อนจะมีการประกาศลดดอกเบี้ยลงมาเหลือ 2.74%

ธนาคารพาณิชย์ที่ปรับลดดอกเบี้ยตอบรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.รอบนี้แล้ว คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.2% และลดดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.2% มีผลบังคับใช้วันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.125% และลดดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.125-0.5% มีผลวันที่ 16 มี.ค.นี้ ส่วนธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ลดเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.15-0.5% มีผลวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา และธนาคารเกียรตินาคินก็ลดเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.15-0.35% มีผลวันที่ 18 มี.ค.นี้

“ตอนนี้ยังพูดไม่ได้ว่าพอใจกับการตอบรับของแบงก์หรือไม่ ยังต้องติดตามผลการตอบรับต่อไปอีก อย่างไรก็ดี ธปท.มองว่าการลดดอกเบี้ยครั้งนี้คงไม่ได้มีผลต่อสินเชื่อ หรือทำให้การกู้เงินเพิ่มขึ้นมากนัก เพราะถึงจะทำให้ต้นทุนภาระการจ่ายหนี้ลดลง แต่ในอีกด้านผู้ที่จะกู้เพิ่มก็มีการระมัดระวังการก่อหนี้อยู่แล้ว ขณะที่แบงก์ก็ระวังการให้กู้ ฉะนั้นคงไม่กระทบต่อระดับหนี้
ครัวเรือนให้สูงขึ้นอย่างที่มีคนเป็นห่วงมากนัก” จิรเทพ กล่าว

โฆษก ธปท. กล่าวว่า สำหรับการเติบโตของจีนที่ปรับจากการโตสูงมาก มาเป็นโตอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น คงไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก และน่าจะทำให้ไทยส่งสินค้าไปขายได้ดีและขายได้เรื่อยๆ ต่อเนื่อง เพราะหากจีนโตวูบวาบ สินค้าที่ส่งไปขายอาจจะขึ้นๆ ลงๆ น้อยบ้างมากบ้าง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท