
ผู้ว่าการ กปน. เปิดแผนสู้ภัยเมืองกรุงกันดาร
8...อาทิตย์ เคนมี
หลังเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) สดๆ ร้อนๆ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เจริญ ภัสระ ผู้ว่าการ กปน.คนใหม่หมาดๆ ก็ต้องเผชิญกับภารกิจท้าทายครั้งสำคัญ โดยเฉพาะมหันตภัยน้ำแล้งปีนี้ที่สร้างความหวาดวิตกกันว่า อีก 2 เดือนข้างหน้าพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอาจประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ เนื่องจากระดับน้ำในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักที่ใช้หล่อเลี้ยงคนภาคกลาง มีปริมาณลดลงถึงขั้นวิกฤต
ก่อนที่ประชาชนจะตื่นตระหนกมากไปกว่านี้ ผู้ว่าการ กปน. ชี้แจงสถานการณ์ว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ที่ไหลลงมาตามลุ่มน้ำเจ้าพระยาขณะนี้ถือว่าเพียงพอสำหรับการผลิตน้ำประปาเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน และหากเกิดวิกฤตรุนแรง กปน.ยังมีแหล่งผลิตน้ำสำรองในพื้นที่ฝั่งตะวันตก โดยสามารถสูบน้ำดิบจากแม่น้ำแม่กลองเพื่อเพิ่มกำลังผลิตน้ำประปาให้มากขึ้นได้
“
ภายใน 2 เดือนนับจากนี้ หากปริมาณน้ำยังทรงตัวอยู่ในระดับที่เป็นอยู่ ประกอบกับขณะนี้เริ่มมีปริมาณน้ำฝนไหลเข้ามาสมทบในเขื่อนแล้ว คาดว่าจะสามารถประคับประคองจนผ่านพ้นวิกฤตการณ์ภัยแล้งไปได้” เขากล่าวผู้ว่าการ กปน. อธิบายว่า หากแยกแยะความต้องการในการใช้น้ำจะพบว่า น้ำส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้เพื่อการเกษตร 70% อีก 16% ใช้เพื่อการรักษาระบบนิเวศ 6% ใช้สำหรับอุตสาหกรรม ขณะที่การใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคมีเพียง 8% เท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นปริมาณที่ไม่สูงมากนัก ดังนั้นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังจึงไม่ใช่ปัญหาขาดแคลนน้ำดื่ม แต่เป็นปัญหาการใช้น้ำเพื่อการเกษตร
“
สถานการณ์ปีนี้ยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่ที่น่าเป็นห่วงคือภาวะภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงปีหน้า เพราะแหล่งน้ำที่กักตุนไว้ถูกดึงออกมาใช้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นต้องรอติดตามว่าปริมาณน้ำฝนในปีนี้จะมากพอสำหรับสำรองน้ำไว้ได้ถึงปีหน้าหรือไม่” เจริญ กล่าวอย่างไรก็ตาม กปน.ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีโครงการขยายท่อส่งน้ำประปาในเขตพื้นที่ที่การประปายังเข้าไม่ถึง เพื่อรองรับประชาชนให้มีน้ำประปาใช้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ
ปัจจุบันมีประชากรในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ กปน.ประมาณ 34% ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการน้ำประปา โดยยังคงใช้น้ำคลองและน้ำบาดาลในการอุปโภคบริโภค เช่น เขตมีนบุรี คลองสามวา ลาดกระบัง บางขุนเทียน รวมถึงบางพื้นที่ของ จ.นนทบุรี และ จ.สมุทรปราการ ซึ่ง กปน.ตั้งเป้าว่าภายในปี 2556 จะขยายพื้นที่บริการให้ครอบคลุมทั่วถึงทุกชุมชน โดยร่วมมือกับหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นในการสนับสนุนงบประมาณวางท่อส่งน้ำประปา
เบื้องต้น กปน.ได้จัดสรรงบประมาณ 30.8 ล้านบาท เพื่อวางท่อประปาจำนวน 152 เส้นทาง ความยาวท่อประมาณ 37.5 กิโลเมตร ในพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอกและจังหวัดปริมณฑล สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชากร กว่า 2,000 ครัวเรือน ที่ยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำประปา
เจริญ กล่าวว่า วิกฤตการณ์น้ำแล้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่มีความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม หากพฤติกรรมการใช้น้ำของคนไทยยังเป็นไปอย่างฟุ่มเฟือยและใช้น้ำอย่างไม่รู้คุณค่าย่อมส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม ดังนั้นจึงควรมีการรณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รู้จักหวงแหนทรัพยากรน้ำและใช้น้ำอย่างประหยัด
ผู้ว่าการ กปน. ระบุด้วยว่า หนึ่งในมาตรการที่จะสามารถควบคุมการใช้น้ำอย่างได้ผล คือ การใช้กลไกควบคุมราคา ซึ่งขณะนี้ กปน.เตรียมปรับโครงสร้างราคาน้ำประปา โดยผู้ที่ใช้น้ำมากจะต้องจ่ายในอัตราสูงกว่าผู้ที่ใช้น้ำน้อย หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการเก็บค่าน้ำประปาในอัตราก้าวหน้า
ทั้งนี้ กปน.อยู่ระหว่างการพิจารณาแผนปรับปรุงโครงสร้างราคา คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ และพร้อมจะนำเสนอต่อรัฐบาลในปีหน้า
“
แนวทางการปรับค่าน้ำประปาจะเป็นลักษณะประชานิยม โดยจะเรียกเก็บเงินจากผู้ที่ใช้น้ำมากมาช่วยเหลือคนที่ใช้น้ำน้อย ทั้งนี้ต้องขึ้นกับกระแสตอบรับของสังคมด้วย” ผู้ว่าการ กปน. กล่าว






