
ศึกหนัก กมธ.​ยกร่างฯ 2 พรรคใหญ่ ถล่ม รธน.
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สัญญาณไม่สู้ดีสำหรับอนาคตของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อสองพรรคการเมืองขนาดใหญ่อย่าง “เพื่อไทย” และ “ประชาธิปัตย์” ออกมาประสานเสียงค้าน รุมถล่มเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ากำลัง “ถอยหลังเข้าคลอง” พร้อมแจกแจงไล่เรียงชำแหละจุดอ่อนที่สองพรรคเห็นพ้องต้องกัน
นัยสำคัญของปรากฏการณ์นี้อยู่ตรงที่คู่ขัดแย้ง อย่างเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ที่มีความคิดความอ่านไปจนถึงแนวนโยบายอยู่คนละฝั่งอย่างชัดเจน มาวันนี้กลับมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างไม่ได้นัดหมาย
สุดท้ายนี่จะกลายเป็นแรงเสียดทานที่ฉุดรั้งไม่ให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบไปได้ง่ายดายอย่างที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประเมินไว้ เพราะแม้จะเป็นหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่จะชี้ขาดว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ แต่เสียงสะท้อนจากสังคมย่อมเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของ สปช.ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม
นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ คสช.ตัดสินใจไม่ “เสี่ยง” เขียนล็อกต้องทำ “ประชามติ”ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อรู้อยู่แล้วว่าหลายประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นชนวนเรียกเสียงคัดค้านและหากชี้แจงทำความเข้าใจไม่ดีย่อมจะฉุดให้ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับตกไปทันที
หากเทียบเคียงกับเมื่อครั้งสมัยยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เวลานั้นเสียงคัดค้านจะมาจากขั้วอำนาจเก่าเป็นหลัก การเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังประชาชน หรือเสื้อแดง จึงอาจไม่มีพลังเพียงพอจะล้มรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติขณะนั้นได้
แต่ความแตกต่างของรอบนี้อยู่ตรงที่ประชาธิปัตย์ ซึ่งถือเป็นพรรคใหญ่เป็นลำดับสอง ออกมาดักคอไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากรวมสมาชิกหรือกองเชียร์ของทั้งสองพรรคใหญ่แล้ว ย่อมมีพลังเพียงพอที่จะจุดประเด็นไม่ยอมรับให้เกิดขึ้นในสังคม
อย่าลืมว่า กลไกทั้งระบบพื้นที่เลือกตั้ง สส.และสาขาพรรคทั่วประเทศ ที่เข้มแข็งย่อมเป็นสะพานเชื่อมความเห็นไปยังชาวบ้านได้โดยตรงนั้น ย่อมชี้นำและจุดกระแสให้ไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญได้ง่าย
วิเคราะห์ในเนื้อหาแล้วไม่น่าแปลกใจที่สองพรรคใหญ่จะออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ เพราะมีหลายประเด็นที่นอกจากจะลิดรอนอำนาจพรรคการเมืองขนาดใหญ่แล้ว ความพยายามแก้ไข “จุดอ่อน” เพื่อป้องกันปัญหาไม่ให้ย้อนกลับไปสู่วิกฤตเหมือนเดิมนั้น ถูกมองว่าแก้ปัญหาไม่ตรงจุดและอาจเป็นชนวนสร้างปัญหาใหม่ที่รุนแรงและซับซ้อนขึ้นในอนาคต
มุมมองจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า กรรมมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญตีโจทย์ของปัญหาการเมืองที่ผิด และจะทำให้การแก้ไขปัญหาผิดตามมา เริ่มตั้งแต่การมองว่าพรรคการเมืองเข้มแข็งเป็นปัญหากับการเมืองและพยายามออกเงื่อนไขตัดแขนตัดขา
ทั้งระบบเลือกตั้งที่มีโมเดลจาก “เยอรมัน” ซึ่งยากที่พรรคใหญ่จะได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่ปัญหาที่ตามมาคือการทำให้พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กมีอำนาจกลายเป็น “ตัวแปร” ชี้ขาดว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล ที่สำคัญจะนำไปสู่การซื้อเสียง สส.ในสภา เพื่อให้ลงมติเห็นชอบในเรื่องต่างๆ ที่ต้องการผลักดัน ทำให้ทุกอย่างย้อนหลังกลับไปเหมือนในอดีต
ที่สำคัญทิศทางระบบการเมืองยังกลับหัวกลับหาง เมื่อระบบใหม่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ แต่ทำให้รัฐบาลแข็งแรงสวนทางกลับระบบที่ควรจะเป็น
อีกด้านหนึ่งทางฝั่งเพื่อไทย จากก่อนหน้านี้ที่เก็บเนื้อเก็บตัวหลังรัฐประหาร เริ่มออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญในหลายประเด็น คล้ายกับพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะระบบเลือกตั้งและการแบ่งเขตเลือกตั้งที่จะกระทบกับพรรคเพื่อไทยโดยตรง
ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องระบบลากตั้ง สว.ที่ถูกถล่มว่าลดทอนอำนาจประชาชน จากเดิมคนมีสิทธิได้เลือกตั้ง สว.โดยตรง ควบคู่กับการสรรหาอีกส่วนหนึ่ง แต่การเปลี่ยนมาเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมผ่านกลไกสัดส่วนต่างๆ จึงไม่แปลกที่จะมีเสียงต้านรุนแรง
ที่สำคัญเกรงว่านี่จะเป็นหนึ่งในช่องทางสำหรับการดึงกลุ่มอำนาจข้าราชการเก่ากลับเข้ามาสู่ถนนการเมือง เพื่อคะคานกับอำนาจการเมืองผ่านตัวแทนของประชาชน ดังจะเห็นจากสัดส่วนที่กำหนดให้ดึงเอาจากอดีตข้าราชการและตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ
ยิ่งกลไก สว.ยังกำหนดหน้าที่ให้คงไว้ซึ่งบทบาทการพิจารณา “ถอดถอน” บุคคลออกจากตำแหน่ง ทำให้กลุ่มการเมืองต้องเกรงกลัวและต้องออกมาคัดค้านในที่สุด
เสียงคัดค้านยังห่วงประเด็นสำคัญตรงกลไกการสืบทอดอำนาจที่เปิดช่องรอไว้หลายจุดในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะองค์กรใหม่ที่จะเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญและบางองค์กรมีอำนาจที่ว่ากันว่าสามารถสั่งการฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติได้
ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเริ่มเห็นสองพรรคใหญ่เปิดหน้าออกมาถล่มจุดอ่อนในร่างรัฐธรรมนูญ และนี่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญ เพิ่มแรงเสียดทานให้กับการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญไปสู่เป้าหมาย
หาก กมธ.ยกร่างฯ ไม่ปรับเปลี่ยนเนื้อหาตามที่พรรคการเมืองถล่มก็ต้องเร่งชี้แจงกับชาวบ้านว่าเหตุผลและหลักการของกมธ.คืออะไร และจะเป็นประโยชน์อย่างไร ก่อนที่แรงต้านจากพรรคการเมืองจะขยายวงจนฉุดให้ชาวบ้านไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้







