
เศรษฐกิจ ‘แข่งขัน’ หรือ เศรษฐกิจ ‘แก่งแย่ง’
โดย...ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
โดย...ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
นักเศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะชาวเสรีนิยม เชื่อกันว่าการแข่งขัน (Competition) เป็นเครื่องมือหรือกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรการผลิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงเป็นเงื่อนไขที่จะใช้ผลักดันให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้นก็จะมีความเป็นธรรม เพราะการแข่งขันจะทำให้เจ้าของปัจจัยการผลิตนั้นได้รับผลตอบแทนที่สอดคล้องและเหมาะสม
ประเด็นที่สำคัญจึงอยู่ที่ว่าจะให้การแข่งขันทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร อะไรเป็นเงื่อนไขที่รับประกันการทำงานของการแข่งขัน ก็พบว่า ในความเป็นจริงนั้น การแข่งขันจะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างดีเมื่อกฎกติกาที่ใช้เพื่อกำกับการแข่งขันนั้นมีความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ (ไม่เป็นกติกาที่ทำให้ใครบางคน หรือกลุ่มคนบางกลุ่มมีความได้เปรียบเหนือกว่าคนอื่น หรือจะเรียกว่าเป็นกฎระเบียบที่มีสองมาตรฐานก็คงจะไม่ผิดเท่าไหร่) และเป็นที่ยอมรับได้ในสังคม การแข่งขันในระบบเศรษฐกิจก็จะนำไปสู่การพัฒนา ยกระดับมาตรฐานการครองชีพให้สูงขึ้น โดยทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จากปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่ดี มีประโยชน์และมีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจสูง ประชาชนส่วนใหญ่ในระบบเศรษฐกิจมีความอยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
แต่ถ้ากฎระเบียบที่กำกับการแข่งขันไม่มีความเป็นธรรม เอื้อผลประโยชน์ให้คนบางกลุ่มในระบบเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ ระบบเศรษฐกิจนั้นก็จะถูกขับเคลื่อนโดยการแก่งแย่ง ช่วงชิงความได้เปรียบไม่ว่าจะโดยวิธีการใด เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ ทรัพยากรการผลิตก็จะถูกดึงออกมาใช้ได้เช่นกัน ซึ่งก็หมายความว่า ในระยะสั้นเศรษฐกิจก็อาจมีการขยายตัวได้ แต่ในระยะยาวการแก่งแย่งก่อให้เกิด “วิชามาร” ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งที่เป็นระดับนโยบายและในระดับปฏิบัติการ เพื่อให้มีความได้เปรียบเหนือผู้อื่น นานเข้าผู้ที่มีความได้เปรียบก็ได้รับประโยชน์เป็นกอบเป็นกำ ในขณะที่ผู้แก่งแย่งไม่ทัน สู้ไม่ได้ หรือไม่ได้แม้แต่มีโอกาสจะไปแก่งแย่งด้วยก็ถูกเอารัดเอาเปรียบทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม จนสะท้อนออกมาเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจนั้นๆ
ถ้าลองหันมาดูระบบเศรษฐกิจไทย ก็จะอดคิดไปไม่ได้ว่าดูเหมือนเราจะมีระบบเศรษฐกิจที่เอียงไปทางด้านแบบที่เป็นการขับเคลื่อนด้วยการแก่งแย่งมากกว่าการแข่งขัน ปัญหาพื้นฐานอย่างการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ปัญหาการปล่อยปละละเลยจนเกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหาการไม่เคารพและไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ (เช่น กฎจราจร) โดยใช้วิธีการหลีกเลี่ยงสารพัดรูปแบบ ฯลฯ จึงเป็นปัญหาที่เห็นอยู่ได้ทั่วไปเป็นประจำ ราวกับว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องปกติที่ทำได้ เช่น การอ้างสิทธิบนพื้นที่ทางเท้า ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะของเจ้าของอาคารที่อยู่ติดถนน การรุกล้ำคูคลองสาธารณะ ฯลฯ
ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นนโยบายการคลัง หรือนโยบายการเงินก็ตาม จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในลักษณะนี้ด้วย การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจโดยส่วนใหญ่มักจะมีผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงอาจมีผลทำให้ผู้เกี่ยวข้องในระบบเศรษฐกิจนั้นตัดสินใจดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในลักษณะของการแก่งแย่งมากกว่าการแข่งขันได้ จึงต้องระมัดระวังในการดำเนินนโยบายโดยให้มีเป้าหมายที่ชัดเจน ประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบและรอบด้าน ไม่เช่นนั้นการดำเนินนโยบายนั่นแหละที่จะย้อนกลับมาสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจที่มีผลเสียหายที่รุนแรงมากกว่าเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ บทบาทของรัฐกำลังเป็นกลจักรหลักในการขับเคลื่อนให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ยิ่งเป็นเรื่องที่จะต้องมีการพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่าการดำเนินมาตรการของรัฐนั้น จะไม่ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมในลักษณะของการแก่งแย่งกันเพื่อให้เข้าถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
ในทางตรงกันข้าม บทบาทที่สำคัญของภาครัฐน่าจะเป็นการวางรากฐานที่จะทำให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนไปได้โดยอาศัยพฤติกรรมการแข่งขัน ซึ่งย่อมจะมีความยั่งยืนมากกว่า ลดหรือเลิกการเข้าไปแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่จำเป็น ทบทวนการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยหน่วยงานภาครัฐที่สำคัญ ได้แก่ บทบาทของรัฐวิสาหกิจ บทบาทของสถาบันการเงินของรัฐ เป็นต้น เพื่อหลีกเลี่ยงการอาศัยความได้เปรียบจากการเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการ โดยรัฐและสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจแก่ผู้ที่สามารถเข้าถึงการดำเนินการนั้นในรูปของค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Economic rents)
มาตรการภาครัฐในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในอดีตที่ผ่านมา เป็นอีกตัวอย่างที่ดีที่ชี้ให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินมาตรการที่นำไปสู่พฤติกรรมการแก่งแย่งแทนที่จะเป็นมาตรการการแข่งขัน คือส่วนใหญ่เป็นมาตรการที่ปลูกฝังให้เกษตรกรแก่งแย่งกันเพื่อให้เข้าถึงความช่วยเหลือของภาครัฐมากกว่าการสนับสนุนส่งเสริมให้สามารถแข่งขันได้ โดยการพัฒนาศักยภาพการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ และถ้ามีการขับเคลื่อนให้เกิดการแข่งขันได้อย่างจริงจัง เราก็น่าจะเห็นภาคการเกษตรของไทยมีการพัฒนาที่ก้าวไกลไปมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมาก
ถ้าจะลองพิจารณาให้ดี ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการส่งออกสินค้าเกษตรในลำดับต้นๆ ของโลก จริงๆ แล้วน่าจะมีความสามารถในการพัฒนา สร้างนวัตกรรมต่างๆ ทางด้านการเกษตรอย่างที่เราเห็นแบบอย่างในไต้หวัน หรือแม้แต่ในอิสราเอล เรากลับปล่อยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคการเกษตรถูกครอบงำและขับเคลื่อนโดยการแก่งแย่ง ในภาคเกษตรจึงมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยผู้ที่สามารถเข้าถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (ซึ่งก็อาจจะเป็นเกษตรกรเองหรือที่ไม่ใช่เกษตรกร) และเกษตรกรผู้ยากจน ซึ่งยังคงต้อง “แก่งแย่ง” กันเพื่อรอรับการช่วยเหลือจากภาครัฐอยู่ต่อไป
คงจะถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันมาทบทวนมาตรการทางด้านการเกษตรของประเทศกันอย่างจริงจัง เพื่อให้เศรษฐกิจในภาคส่วนนี้ถูกขับเคลื่อนโดยการแข่งขันมากขึ้น จึงจะเป็นหนทางที่จะนำพาไปสู่การปฏิรูป เปลี่ยนแปลงภาคการเกษตรอย่างยั่งยืนในอนาคต และความสำเร็จในส่วนนี้จะมีบทบาทอย่างมากต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญในการรับมือกับความเสี่ยงหรือความผันผวนทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตที่ไม่ไกลเกินไปอีกด้วย







