posttoday
หมดยุคจีนโตเร็ว มังกรขอโตช้าแต่มั่นคง

หมดยุคจีนโตเร็ว มังกรขอโตช้าแต่มั่นคง

16 มีนาคม 2558

หลังจากที่รัฐบาลจีนแห่งกรุงปักกิ่งประกาศตั้งเป้าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ 7% เท่านั้น

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

หลังจากที่รัฐบาลจีนแห่งกรุงปักกิ่งประกาศตั้งเป้าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ 7% เท่านั้น สื่อต่างชาติต่างวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ถ้อยแถลงดังกล่าวมีนัยว่า “เศรษฐกิจจีนดำเนินมาถึงยุคที่จะไม่เติบโตอย่างร้อนแรงอีกต่อไป”

กรณีดังกล่าวต้องถือเป็นการเขย่าเศรษฐกิจโลกเลยทีเดียว เพราะตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจีนมีเศรษฐกิจที่อัตราเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 10% มาโดยตลอด และเติบโตสูงสุดถึง 14% ในช่วงปี 2007 หลังจากนั้นไม่นานจีนก็กลายเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 แซงหน้าสหรัฐในปี 2011 และก้าวขึ้นสู่การเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 แทนที่ญี่ปุ่น ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ต่างวิเคราะห์กันว่าเศรษฐกิจจีนอาจมีขนาดใหญ่กว่าสหรัฐในไม่ช้า

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยังยกให้จีนเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก โดยคำนวณไว้ว่าในปี 2014 จีนจะมีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกถึง 27.8% ขณะที่สหรัฐมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกเพียง 15.3% เท่านั้นในปีเดียวกัน

ในทำนองเดียวกัน จีนยังมีสายสัมพันธ์ทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของเกือบทุกประเทศบนโลก โดยทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ส่งออกและเป็นฐานการผลิตให้กับประเทศพัฒนาแล้ว และยังเป็นผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์จากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อีกด้วย

การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนมากที่สุดในรอบ 20 ปี จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่อยู่ในการจับจ้องของคนทั้งโลก ด้วยความหวั่นวิตกว่าจีนจะฉุดให้เศรษฐกิจโลกดิ่งลงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าจีนไม่อาจหวนคืนสู่ยุคของการเติบโตอย่างร้อนแรงเช่นเดียวกับในอดีตอีกต่อไป เพราะที่ผ่านมาพื้นฐานเศรษฐกิจจีนไม่ได้แข็งแกร่งนัก

หากพิจารณาจาก “ไส้ใน” จะพบว่าเศรษฐกิจจีนมีพื้นฐานการเติบโตจากกองหนี้ขนาดใหญ่ที่รัฐบาลท้องถิ่นและเอกชนต่างกู้มาเพื่อลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้รอดพ้นจากการวิกฤตการเงินโลกในช่วงปี 2009

แม้การกระตุ้นอัดฉีดอย่างเข้มข้นจะทำให้จีนรอดพ้นจากวิกฤตดังกล่าวมาได้ แต่ในปัจจุบันจีนต้องแบกรับภาระหนี้ถึง 250% ของจีดีพีเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปี 2008

ทั้งนี้ รายงานจากไอเอ็มเอฟได้เสนอข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมามี 4 ประเทศเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จจากการเติบโตโดยมีพื้นฐานจากหนี้เหมือนจีน ได้แก่ บราซิล ไอร์แลนด์ สเปน และสวีเดน ซึ่งประเทศเหล่านี้ต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤตธนาคาร เนื่องจากอัตราสินเชื่อที่เติบโตเร็วเกินไป

นอกจากนี้ การทุ่มทุนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทำให้มีการลงทุนมากเกินกว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยเฉพาะการลงทุนในการสร้างอสังหาริมทรัพย์ จนสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเกิดภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีน

รายงานของวอลสตรีท เจอร์นัล เล่าถึงสถานการณ์การสร้างอสังหาริมทรัพย์ในจีน ทุกเมืองใหญ่ในจีนจะถูกล้อมรอบไปด้วยโครงการอสังหาริมทรัพย์ เช่น อพาร์ตเมนต์ที่มีผู้ซื้อเต็มตลอด อย่างไรก็ตามอพาร์ตเมนต์ดังกล่าวกลับไม่มีผู้อยู่อาศัย และเป็นการซื้อเพื่อการเก็งกำไรเท่านั้น 

ทั้งนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังมีสัดส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคิดเป็น 15% ของจีดีพี ซึ่งแน่นอนว่าหากเกิดภาวะฟองสบู่แตก เศรษฐกิจจีนย่อมที่จะพังไปทั้งระบบ ปัญหาสำคัญของรัฐบาลจีนจึงอยู่ที่จีนจะสามารถชำระหนี้ก้อนดังกล่าวได้หรือไม่? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นเช่นนี้ 

ฉะนั้นเศรษฐกิจจีนจึงเติบโตอย่างร้อนแรงแต่ไม่มีความมั่นคง และสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะพังครืนอย่างง่ายดาย รัฐบาลจีนย่อมตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าว ไม่สามารถปล่อยให้เศรษฐกิจจีนเติบโตจากพื้นฐานของการลงทุนได้อีกต่อไป

อีกสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจจีนไม่สามารถเติบโตได้อย่างร้อนแรงอีก คือ ปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนไม่เอื้อเหมือนในอดีตอีกต่อไป โดยในช่วงของการเติบโตอย่างร้อนแรงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ปริมาณทุนแรงงาน ทุนเม็ดเงิน และกำลังการผลิตทะยานขึ้นใกล้จุด “เต็มอิ่ม”

เศรษฐกิจจีนผ่านพ้นช่วงจุดสูงสุดไปแล้ว แม้รัฐบาลไม่เข้าแทรกแซงให้เศรษฐกิจจีนลดความร้อนแรงลง ก็มีทางเลือกอยู่สองทางคือจะพังครืนลงมาหรือจะค่อยๆ ชะลอตัว

การลงทุนในจีนผ่านช่วงจุดสูงสุดที่ 49% ต่อจีดีพีอันเป็นสัดส่วนที่หาได้ยากไม่ว่ากับประเทศไหนก็ตาม ขณะที่แรงงานของจีนจำนวนมหาศาลซึ่งเคยเป็นพลังงานผลักดันเศรษฐกิจมีอายุมากขึ้น และเด็กรุ่นใหม่ก็มีสัดส่วนไม่พอทดแทนแรงงานรุ่นเก่า

นอกจากนั้น เศรษฐกิจจีนที่เติบโตอย่างร้อนแรงทำให้อัตราค่าจ้างในจีนปรับขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำให้มนต์เสน่ห์แรงงานราคาถูกที่จีนเคยใช้ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาตั้งโรงงานในจีนลดลงเป็นอย่างมาก

ในขณะเดียวกัน จีนยังมีปัญหาด้านการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อมาทดแทนแรงงาน และมีช่องว่างทางเทคโนโลยีอยู่มากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้กำลังการผลิตของจีนอยู่ในจุดที่ไม่สามารถพัฒนาได้อีกต่อไปหากจีนไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นของตัวเอง

ท่ามกลางภาวะเช่นนี้ จีนยังเผชิญกับปัญหาตลาดส่งออกหลังทั้งยุโรปและญี่ปุ่นชะลอตัว คงมีแต่สหรัฐเท่านั้นที่ทิศทางเศรษฐกิจขาขึ้น แต่ก็ไม่สามารถประกันได้ว่าจะสามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนได้หรือไม่

ฉะนั้น ในปัจจุบันจีนจึงเผชิญกับทั้งความเสี่ยงจากภาวะปัญหาหนี้และการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ดำเนินมาถึงภาวะอิ่มตัว ซึ่งเกิดขึ้นพอดีกับช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในภาวะชะลอตัว

ทางรอดของจีนสำหรับสถานการณ์เช่นนี้จึงมีอยู่ทางเดียว คือ จีนต้องปฏิรูปเศรษฐกิจและหันมาพึ่งพาการเติบโตจากในประเทศมากกว่าการเติบโตจากการส่งออกเช่นที่ผ่านมา โดยพยายามหันมาพัฒนาความเป็นอยู่ของคนภายในประเทศให้ดีขึ้น เพิ่มศักยภาพในการบริโภคให้มากขึ้น เพื่อรองรับสินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นมา

ตั้งแต่จีนเริ่มประกาศปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจะสังเกตได้ว่า ทางการกรุงปักกิ่งเน้นย้ำตลอดว่าอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวเช่นนี้จะเป็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบใหญ่ของจีน หรือที่เรียกกันติดปากว่า “นิว นอร์มัล”

ถ้อยแถลงของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน นับเป็นสิ่งยืนยันถึงยุคนิว นอร์มัลของจีนได้อย่างดีเยี่ยม โดยหมายความว่าต่อไปนี้จีนจะลดการให้ความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และหันมาปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจมากขึ้นเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะอ่อนแอลงแต่ประการใด เพราะจีนในความเป็นจริง การเติบโตที่อัตรา 7% ต่อปี ยังถือเป็นอัตราการเติบโตที่น่าอิจฉาสำหรับหลายประเทศทั้งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีน ยังยืนยันว่า ทางรัฐบาลพร้อมจะงัดมาตรการรองรับการชะลอตัวของจีนอย่างเต็มที่ เพื่อให้เศรษฐกิจจีนยังมีเสถียรภาพและเติบโตในอัตราที่สมเหตุสมผล 

ฉะนั้น จึงเป็นที่ชัดเจนว่า ต่อจากนี้จีนกำลังจะเข้าสู่ยุคใหม่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างช้าๆ แต่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน แน่นอนว่าจีนยังคงรักษาความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไว้ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท