
จี้ส่งออกไทย ใช้จีเอสพีน้อย3เดือน3พันล
.โพสต์ทูเดย์
— ผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิจีเอสพี 3 เดือน 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มแค่ 25.8% อียูนำโด่งใช้สิทธิสูงสุด “พาณิชย์” ติงใช้สิทธิน้อย 53% แนะเร่งใช้เพื่อความได้เปรียบการส่งออก จับตาอียูสหรัฐฯต่อสิทธิ์จีเอสพีโครงการใหม่น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ช่วง 3 เดือน (ม.ค.มี.ค.) ปี 2553 ไทยมีมูลค่าการใช้สิทธิ 3,024 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 25.83% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีมูลค่า 2,403 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีสัดส่วนการใช้สิทธิจีเอสพีคิดเป็นสัดส่วน 53% เพิ่มจากปีก่อนใช้สิทธิสัดส่วน 52.07%
ประเทศที่ใช้สิทธิจีเอสพีสูงสุด ได้แก่ สหภาพยุโรป (อียู) มูลค่าการใช้สิทธิ 1,880 ล้านเหรียญสหรัฐ สหรัฐ 816 ล้านเหรียญสหรัฐ ตุรกี 130 ล้านเหรียญสหรัฐ สวิตเซอร์แลนด์ 58.09 ล้านเหรียญสหรัฐ แคนาดา 50.69 ล้านเหรียญสหรัฐ กลุ่มประเทศซีไอเอส 50.28 ล้านเหรียญสหรัฐ ญี่ปุ่น 23.13 ล้านเหรียญสหรัฐ และนอร์เวย์ 14.49 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิจีเอสพีสูง ได้แก่ ยานยนต์สำหรับขนส่ง เครื่องประดับทำจากเงิน ยางเรเดียลรถยนต์นั่ง ถุงมือยาง เครื่องปรับอากาศ ยางเรเดียลรถบรรทุก สับปะรดกระป๋อง และรองเท้าหนัง เป็นต้น
สำหรับการใช้สิทธิจีเอสพีใน 2 ตลาดหลักของไทย คือ ตลาดอียู ไทยใช้สิทธิสัดส่วน 55.46% ของมูลค่าส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิจีเอสพี เพิ่ม 25.43% หรือ 381.16 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 25.43% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สินค้าที่ใช้สิทธิสูง ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ เลนส์แว่นตา ถุงมือยาง ยานยนต์สำหรับขนส่ง กุ้งปรุงแต่ง และรองเท้าหนัง เป็นต้น
ขณะที่สหรัฐ ไทยใช้สิทธิจีเอสพีคิดเป็นสัดส่วน 51.48% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าได้สิทธิ เพิ่ม 27.63% หรือ 176.95 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 27.63% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สินค้าที่ใช้สิทธิสูง ได้แก่ เครื่องประดับทำจากเงิน ยางเรเดียลรถยนต์นั่ง ยางเรเดียลรถบรรทุก อาหารปรุงแต่งถุงมือยาง เตาอบไมโครเวฟ เลนส์แว่นตา เป็นต้น
นางสาววิบูลย์ลักษณ์ กล่าวว่า การใช้สิทธิจีเอสพีของผู้ส่งออกไทย ยังมีสัดส่วนโดยรวมเพียงแค่ 53% เกินครึ่งเพียงเล็กน้อย เป็นโอกาสที่ผู้ส่งออกไทยจะใช้สิทธิ เพื่อลดต้นทุนการส่งออกสินค้าไปขายยังประเทศที่ให้สิทธิจีเอสพีกับไทย เพราะการไม่ใช้สิทธิจะทำให้ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราปกติ ทำให้สินค้าไทยมีต้นทุนสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ซึ่งกรมฯ จะเร่งผลักดันให้มีการใช้สิทธิจีเอสพีเพิ่มมากขึ้น สำหรับความคืบหน้าของระบบจีเอสพีโครงการปัจจุบันของสหภาพยุโรป ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 31 ธ.ค. 2554 นั้น ขณะนี้คณะกรรมาธิการยุโรปอยู่ระหว่างการจัดทำร่างกฎระเบียบโครงการใหม่ คาดว่าจะเสร็จไม่ทันวันที่หมดอายุโครงการปัจจุบัน คณะกรรมาธิการฯ จึงได้เสนอต่อคณะที่ปรึกษาและรัฐสภายุโรป ให้ขยายอายุจีเอสพีโครงการปัจจุบันออกไปอีก 2 ปี จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2556 ซึ่งกรมฯได้ดำเนินการหารือร่วมกับภาคเอกชน ผู้ส่งออก ร่วมทั้งสภาอุตสาหกรรม และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และเสนอความเห็นเกี่ยวกับกฎระเบียบจีเอสพีโครงการใหม่ต่อคณะกรรมาธิการฯแล้วเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา
“
ส่วนจีเอสพีของสหรัฐฯ ที่จะหมดอายุ 31 ธ.ค.นี้ กรมฯได้จัดทำท่าทีของไทยเสนอให้สหรัฐฯ พิจารณาต่ออายุโครงการเป็นระยะยาว 10 ปีขึ้นไป โดยการตัดสิทธิให้พิจารณาตามความเหมาะสมของสินค้าแต่ละประเภทที่มีราคาแตกต่างกัน แทนการกำหนดเพดานมูลค่าการนำเข้าสหรัฐฯ ที่เท่ากันทุกประเภทสินค้า และเสนอให้สหรัฐฯ พิจารณาให้สิทธิกับสินค้าทุกรายการ รวมทั้งรายการสินค้าเกษตร สินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม”






