posttoday
ถึงเวลายกเครื่องศาสนา ‘พระ’ ต้องตรวจสอบบัญชีได้

ถึงเวลายกเครื่องศาสนา ‘พระ’ ต้องตรวจสอบบัญชีได้

15 มีนาคม 2558

ความฉาวโฉ่ของ “วัดพระธรรมกาย” สั่นสะเทือนวงการผ้าเหลือง และระบบการปกครองสงฆ์ของ “มหาเถรสมาคม”

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ความฉาวโฉ่ของ “วัดพระธรรมกาย” สั่นสะเทือนวงการผ้าเหลือง และระบบการปกครองสงฆ์ของ “มหาเถรสมาคม” การศรัทธาต่อวงการสงฆ์ของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศกำลังถูกท้าทายครั้งใหญ่ จนถึงเวลาที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า ควรใช้โอกาสนี้สังคายนาให้ “ผ้าเหลือง” กลับมาเป็นที่เคารพของคนไทยเสียที

โพสต์ทูเดย์ สัมภาษณ์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียนอาวุโส ปัญญาชนสยาม ผู้ที่กล้าวิพากษ์วงการสงฆ์อย่างตรงไปตรงมา เล่าให้ฟังถึงพัฒนาการ “ปกครองกันเอง” ของสงฆ์ และแนวทางที่จะทำให้สงฆ์หลุดพ้นจากความเสื่อมที่เกิดขึ้นทุกวันนี้

“คณะสงฆ์เป็นธรรมจักร ควบคู่กับอำนาจที่เรียกว่า ‘อาณาจักร’ หรือที่เราเรียกกันว่า ‘รัฐ’ ทีนี้สมัยก่อนจะขับเคลื่อนอาณาจักรไปได้ก็ต้องมีสองล้อ คือ อาณาจักร เป็นล้อแห่งอำนาจ และธรรมจักร เป็นล้อแห่งมโนธรรมสำนัก” สุลักษณ์ เกริ่นให้ฟัง

เขาบอกว่า ความสัมพันธ์ของคณะสงฆ์กับพระเจ้าแผ่นดินนั้น ในอดีตถูกยึดโยงไว้ด้วยกัน เช่น ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระมหากษัตริย์จำเป็นต้องฟังเทศน์ทุกวันและต้องใส่บาตรทุกเช้า และหากพระเจ้าแผ่นดินทำอะไรผิดพลาด ก็เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ที่จะต้องตักเตือน

“เราถึงได้ยินกันว่า เมื่อพระนเรศวรจะฆ่าแม่ทัพนายกองทั้งหมด สมเด็จพระวันรัตต้องขอเอาไว้ไม่ให้ทำบาป หรือในสมัยรัชกาลที่ 4 ท่านเสวยเหล้า สมเด็จโตก็บอกพระเจ้าแผ่นดินเสวยไม่ได้ พอสมเด็จโตท่านแจวเรือมา รัชกาลที่ 4 ก็บอกว่า พระก็ห้ามพายเรือ สองฝั่งก็เชื่อมกันไป-มาตลอด”

อย่างไรก็ตาม ธรรมจักรมาอยู่ใต้อาณาจักรครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะรัชกาลที่ 5 ต้องการให้รูปแบบการปกครองเป็นแบบ Church of England  อย่างในอังกฤษ โดยให้คณะสงฆ์ขึ้นกับพระเจ้าแผ่นดิน

“พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ จึงออกครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการก่อตั้งมหาเถรสมาคมเป็นครั้งแรก มีการประชุมตามวาระ เพื่อถวายความเห็นให้พระเจ้าแผ่นดินทรงใช้พระบรมราชวินิจฉัย หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ให้รัชกาลที่ 5 เป็นสมเด็จพระสังฆราช”

อย่างไรก็ตาม สุลักษณ์ บอกว่า ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ชในปี 2475 เล็กน้อย พระมหานิกายจำนวนหนึ่งเห็นว่า “ธรรมยุติกนิกาย” ลุแก่อำนาจ และ “มหานิกาย” เป็นลูกเมียน้อยมาโดยตลอด จนเกิดการต่อต้านครั้งใหญ่

“ผลสำคัญก็คือ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ไปทำ พ.ร.บ.การปกครองคณะสงฆ์ฉบับใหม่ปี 2484 ซึ่งก็ปกครองกันแบบประชาธิปไตยเลย คือ สมเด็จพระสังฆราชเป็นเหมือนพระมหากษัตริย์ คือ ไม่มีอำนาจ มีแต่พระเดช ไม่มีพระคุณ มีคณะสังฆนายกฯ เหมือนนายกฯ มีคณะสังฆมนตรี เป็นคณะรัฐมนตรี รวมถึงมีสังฆสภา เป็นรัฐสภา มีคณะตุลาการ”

“อาจารย์ปรีดีพยายามให้มีบาลานซ์ระหว่างธรรมยุตกับมหานิกาย เช่น ประธานสังฆสภา คือ สมเด็จพระวันรัต วัดมหาธาตุ ที่ประชุมสังฆสภา ก็ขึ้นที่วัดมหาธาตุ ส่วนสังฆนายกฯ ก็ธรรมยุตได้ ก็แบ่งกันวางแผนถึงขั้นว่าจะรวมสองนิกายด้วย ตั้งเป้าไว้ว่า ภายใน 10 ปี จะรวมนิกายกันได้ แต่กลายเป็นว่าพอกำหนดแบบนี้ ธรรมยุตก็ไม่พอใจมาก”

อย่างไรก็ตาม โรดแมปดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นจริง และเมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจการปกครองจาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในปี 2501 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2484 ก็ถูกยกเลิกตามไปด้วย เพราะความเหนียวแน่นเป็นปึกแผ่นของสังฆสภา จนมีพระบางรูปด่ารัฐบาล

“ในที่สุดจอมพลสฤษดิ์ก็ออก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 แบบเดียวกับ พ.ร.บ.สงฆ์ ร.ศ. 121 ซึ่ง พ.ร.บ.สงฆ์ ร.ศ. 121 ก็เป็นจุดด่างมากแล้วนะครับ แต่อย่างน้อยรัชกาลที่ 5 ท่านดูแลเอง แล้วเวลานั้นบ้านเมืองมันเล็ก ในหลวงรู้จักหมดว่าพระองค์ไหนเป็นยังไง พอจอมพลสฤษดิ์ไม่รู้เรื่องแล้ว 2505 ก็ตั้งมหาเถรสมาคม เอาแบบสมัย ร.5 แต่มหาเถรสมาคมในยุคนั้นก็มีแต่คนแก่ๆ ทั้งนั้น ตั้งสมเด็จพระราชาคณะต่างๆ พระสังฆราชก็ยึดอำนาจ แล้วจุดใหญ่หลังจากนั้นของมหาเถรสมาคมก็คือ เอาชนะพระพิมลธรรม เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุในขณะนั้น”

ส.ศิวรักษ์ บอกว่า สาเหตุพระพิมลธรรมถูกขังโดยสันติบาล 5 ปี ให้เป็นปาราชิก แล้วถูกจับสึก เป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ โดยเป็นความพยายามของจอมพลสฤษดิ์ จับมือกับพระสายอยุธยา เพื่อโค่นพระพิมลธรรม ที่ถูกเรียกว่าเป็น “พระลาว” หรือพระอีสาน เพราะพระพิมลธรรมมาจากขอนแก่น

“มหาเถรสมาคม ตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์จนถึงปัจจุบัน อยากใช้อำนาจแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แบบสมัยรัชกาลที่ 5 เลยให้สมเด็จองค์หนึ่งคุมเองหมดเลย แล้วก็เอาลูกหลาน ลูกศิษย์ ไปไว้พระอารามหลวงชั้นต่างๆ ให้ครองตำแหน่งสมเด็จสืบทอดไปเรื่อยๆ เพื่อให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช นี่คือการปกครองกันเองของสงฆ์” สุลักษณ์ เท้าความให้ฟัง

“ล่าสุดก็ระหว่างสายอยุธยา กับสายสมเด็จเกี่ยว ที่เป็นปักษ์ใต้ ทะเลาะกัน พอสมเด็จเกี่ยวมรณภาพ มหาเถรสมาคมเขาก็หักคนโปรดของสมเด็จเกี่ยวเลย เจ้าคุณเสนาะถึงได้โดนเล่นงานออกจากมหาเถรสมาคม เห็นรึยังความเป็นมาคณะสงฆ์”

สุลักษณ์ ยืนยันว่า วัดพระธรรมกายมีการจ่ายเงินให้สมเด็จพระราชาคณะที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมจริง และเรื่องที่พระเทพญาณมหามุนี (พระธัมมชโย) โกงเงินนั้น ก็ถูกพิสูจน์แล้วว่าจริง โดยสมเด็จพระสังฆราชก็มีพระลิขิตเลยว่าหมดความเป็นพระไปแล้ว แต่เมื่อมหาเถรสมาคมถูกซื้อ จึงไม่มีใครทำอะไรกับวัดพระธรรมกายได้

“พระเนี่ยมีค่าตัวบาทเดียวนะครับ โกงเงินบาทเดียวก็หมดจากความเป็นพระนะครับ แล้วเรื่องนี้ถึงพระสังฆราช ท่านมีพระลิขิตเลยว่า หมดความเป็นพระแล้ว แต่มหาเถรสมาคมถูกมันซื้อ ท่านเลยรับสั่งเลยว่าจะไม่เข้าประชุมมหาเถระอีก เรื่องก็เลยคาอยู่ถึงทุกวันนี้”

มหาเถร ให้โทษมากกว่าคุณ

ถาม ส.ศิวรักษ์ ว่า “มหาเถรสมาคม” มีประโยชน์อะไรกับการปกครองสงฆ์บ้าง เขายืนยันทันทีว่า ไม่มีความสำคัญเลย และให้โทษมากกว่าให้คุณด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อ “มหาเถรสมาคม” ส่งพระราชาคณะไปคุมพระตามหัวเมืองต่างๆ หรือให้พระเลื่อนสมณศักดิ์เพื่อขึ้นมาปกครองกันเอง สุดท้ายจึงกลายเป็นว่าระบบปกครองพระล้มเหลว ไม่ต่างจากการเลื่อนตำแหน่งของข้าราชการ หรือการเลื่อนชั้นยศของตำรวจ ที่มีการซื้อขายตำแหน่งกันในราคามหาศาล

“สมณศักดิ์นี่ก็ล่อกัน คนอยากมีสมณศักดิ์ก็ต้องประจบกรุงเทพฯ ตอนหลังนี้ประจบไม่พอ ก็ติดสินบนกันเลย คราวนี้เลื่อนสมณศักดิ์ ใช้เป็นล้าน ยิ่งกว่าตำรวจเลื่อนตำแหน่งอีก แล้วฆราวาสอย่างพวกเราก็ผิดมากเลยที่ไม่สนใจเรื่องพวกนี้ เพราะตอนนี้เราทำบุญ พอเห็นนุ่งเหลืองมา แล้วเราก็เห่อ หน่วยงานจะทำบุญ ต้องนิมนต์พระที่มีสมณศักดิ์ เป็นสมเด็จนี่ต้องถวายเป็นแสน รองสมเด็จห้าหมื่น” ส.ศิวรักษ์ ระบุ

ส.ศิวรักษ์ ยกตัวอย่างกรณี “เจ้าคุณเสนาะ” สะท้อนชัดเจนว่า การเป็น “พระชั้นผู้ใหญ่” นั้นมีเงินหมุนเวียมหาศาล และมีผลประโยชน์ทับซ้อนมากมาย เช่น การให้ลูกหลานเอาเงินไปตั้งบริษัทปลูกดอกไม้ขาย แล้วก็เอาดอกไม้มาใช้ในงานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จเกี่ยว

“ก่อนหน้านี้อดีตเลขาฯ สมเด็จพระสังฆราชก็เอาเงินไปให้ลูกหลาน เอาไปให้กิ๊ก เอาไปเลี้ยงแฟน ทั้งแฟนผู้หญิง-แฟนผู้ชาย ซึ่งผมเคยร้องเรียนพฤติกรรมของกรรมการมหาเถรสมาคมรูปหนึ่งไปแล้ว เรื่องพฤติกรรมชู้สาว ผ่านไปทั้งเจ้าคณะภาค เจ้าคณะใหญ่ รวมถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ทุกคนเงียบหมด ยิ่ง พศ.นี่ตัวดี บอกว่าไม่มีอำนาจในการตรวจสอบอธิกรณ์สงฆ์” สุลักษณ์ ระบุ

เขายืนยันว่า การปกครองตัวเองอย่างไรก็แล้วแต่ ต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มข้น ซึ่งการตรวจสอบก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการจัดระบบบัญชีให้วัดและพระ โดยให้มีการตรวจสอบได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ตอนนี้กลายเป็นว่า แค่ให้ตรวจบัญชีพระ พศ.ก็ไม่กล้าทำแล้ว

“ตอนผมบวชที่วัดทองนพคุณ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ อดีตเจ้าคุณจังหวัดธนบุรี ท่านบอกเลยเงินสงฆ์กับเงินส่วนตัวต้องแยกกัน พระต้องทำบัญชี ท่านก็ไปบอกผมให้สอนพระทำบัญชี แล้วตรวจบัญชี ถ้าพระผิดครั้งแรกท่านให้อภัย ครั้งที่สองท่านประณาม ครั้งที่สามท่านถอดเลย ท่านบอกว่า พระมีค่าตัวบาทเดียว โกงบาทเดียวก็หมดจากความเป็นพระ แต่พระตอนนี้มีเงินไม่รู้กี่ล้านต่อกี่ล้าน เพราะฉะนั้นหากตรวจสอบพระไม่ได้ ทุกอย่างก็เหลวหมด”

“ถ้าคุณไม่กล้ายุบมหาเถรสมาคม ก็ต้องออกกฎเกณฑ์ว่า เงินทองต่างๆ ทั้งหมดจะต้องโปร่งใส แต่ถ้ากล้า ก็ต้องไปใช้ พ.ร.บ. 2484 ให้สมเด็จพระสังฆราชเป็นกลาง แต่ผมเชื่อว่าประยุทธ์ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) เขาไม่กล้า เพราะเขาเป็นคนแหย กลายเป็นว่าประยุทธ์ไปให้สำนักพุทธฯ ดูแล ไอ้สำนักพุทธฯ มันไม่ใช่หมอ มันเป็นเชื้อโรค จะให้มันแก้ได้ยังไง ถ้าประยุทธ์กล้า บอกว่า ‘ปฏิรูปสงฆ์ไม่เรียบร้อย บ้านเมืองจะเรียบร้อยได้ยังไง’ ต้องตบโต๊ะอย่างนี้เลย แต่แค่นี้ก็ไม่กล้าแล้ว” ส.ศิวรักษ์ ระบุ

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง