posttoday
หนังสือเล่มไม่ใหญ่ ใบเบิกทางของ Infopreneur

หนังสือเล่มไม่ใหญ่ ใบเบิกทางของ Infopreneur

14 มีนาคม 2558

พอพูดถึงการเขียนหนังสือ อาชีพนักเขียน คำแรกที่หลายคนอาจจะนึกถึง คือ “นักเขียนไส้แห้ง”

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ [email protected]

พอพูดถึงการเขียนหนังสือ อาชีพนักเขียน คำแรกที่หลายคนอาจจะนึกถึง คือ “นักเขียนไส้แห้ง”

แล้วแบบนี้จะให้หนังสือมาเป็นใบเบิกทางของ “ธุรกิจขายข้อมูล” หรือ Infopreneur (ออกเสียงว่า อิน-โฟ-เพรอ-เนอ) ได้อย่างไร

วิสูตร แสงอรุณเลิศ นักเขียนระดับ Best Seller เช่น “งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า” และ “หนังยางล้างใจ” บอกว่า “อะไรก็ตามที่เรามองว่าเป็นธุรกิจมันก็เป็นธุรกิจ อะไรที่เรามองว่า มันไม่ใช่ธุรกิจ มันก็ไม่มีทางเป็นธุรกิจขึ้นมาได้”

การเขียนหนังสือก็เช่นเดียวกันเขาจึงลุกขึ้นมาเปลี่ยนคำว่า “นักเขียนไส้แห้ง” ให้เป็นธุรกิจ และทำให้ “นักเขียน” ซึ่งเป็นอาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันกลายเป็นอาชีพที่ทำเงินได้จริง

“หลายครั้งบอกว่า หนังสือขายไม่ดีเพราะคนไม่อ่าน หรือจริงๆ แล้วเราเขียนไม่ดีคนเลยไม่อ่าน ดังนั้นถ้าจะทำให้การเขียนหนังสือเป็นธุรกิจที่ขายได้ เราต้องคิดไม่เหมือนนักเขียนคนอื่น คือ ต้องเขียนสิ่งที่อยากเขียน แต่ต้องเป็นเรื่องที่คนอ่านอยากอ่านด้วย โดยเพิ่มวิธีคิดแบบนักการตลาดเข้าไป” วิสูตร กล่าว

ข้อมูลแบบไหนที่ขายได้

วิสูตร บอกว่า หนังสือที่จะขายได้ต้องตอบโจทย์คนอ่านให้ได้ว่า เขาเสียเงิน และ เสียเวลา ไปเพื่ออะไร เพราะฉะนั้นหนังสือจะต้องแก้ปัญหาบางอย่างให้เขาได้ ทำให้ชีวิตดีขึ้นได้

และหลักการแบบนี้เองที่ วิสูตร บอกกับนักเรียนในคอร์ส “เขียนไม่กี่คำทำเงินกว่า” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “นักเขียนขายดี” หลายคน

“ถ้าเขียนไม่เก่งก็ต้องฝึก ถ้าไม่มีครูก็ต้องใช้เวลา มีครูก็เร็วขึ้น แต่ถ้าใจร้อนกว่านั้นก็หาคนมาเขียนแทนเรา เพราะถ้าคุณมีข้อมูลบางอย่างที่ดี และคิดว่าขายได้ แต่เขียนไม่เก่ง ก็สามารถถ่ายทอดให้คนอื่นมาเขียนแทนได้ ซึ่งยุคนี้คนเก่งๆ คนที่มีข้อมูล แต่ไม่ได้เขียนหนังสือเองมีอยู่จำนวนไม่น้อย” วิสูตร แนะนำ

นอกจากนี้ วิสูตร ยังบอกอีกว่า แนวโน้มธุรกิจหนังสือจะเน้น “ขายไอเดียอะไรบางอย่าง” มากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเรามี “ไอเดียอะไรบางอย่าง” อย่าเก็บไว้คนเดียว เปลี่ยนไอเดียนั้นออกมาเป็นตัวหนังสือ

วิสูตร ไม่ได้เป็นเพียงนักเขียน Best Seller และเจ้าของหลักสูตร “เขียนไม่กี่คำทำเงินกว่า” เท่านั้น แต่เขายังรับหน้าที่เป็น “บรรณาธิการ” ให้กับสำนักพิมพ์สต็อคทูมอร์โรว์

“ทุกวันนี้มีคนส่งต้นฉบับมาตลอด แต่ถ้าต้องการสำนักพิมพ์มากๆ สำนักพิมพ์จะไม่ต้องการคุณ ถ้าสำนักพิมพ์ต้องการคุณ คุณอาจจะไม่ต้องการสำนักพิมพ์แล้ว” วิสูตร กล่าว

บรรณาธิการ Best Seller แนะนำช่องทางการก้าวเข้าสู่วงการนักเขียนไว้ 3 ข้อ คือ 

1.ส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ที่คุณชอบ และคิดว่าน่าจะสนใจงานของคุณ

2.บอกว่า คุณเป็นใคร คุณทำอะไร

3.ใช้เวลาของสำนักพิมพ์ให้น้อยที่สุด อย่าส่งมาทั้งเล่ม เพราะไม่มีเวลาอ่านทั้งหมดอยู่แล้ว

“ดีที่สุด คือ ต้องบอกว่า เรื่องเกี่ยวกับอะไร โครงสร้างของทั้งเล่มเป็นแบบไหน เคยทำแล้วได้ผลอย่างไร แต่แค่สั้นๆ ก็พอ เพราะถ้าเป็นเรื่องอะไรที่เขารู้เรื่อง เขาต้องอธิบายสั้นๆ ได้” วิสูตร แนะนำ

แต่ถ้ายังคิดว่า “สนามใหญ่” หรือ การตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสืออาจจะยังไกลเกินไป วิสูตร บอกว่า ปัจจุบันยังมีอีกช่องทางที่น่าสนใจ คือ อีบุ๊กหรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ขายผ่านช่องทางออนไลน์

“ถ้าสนามใหญ่ยังไม่ไหว จะลองทำเป็นอีบุ๊กดูก่อนก็ได้ แม้ว่า ตลาดอีบุ๊กยังเป็นสนามเล็กอยู่ แต่เป็นช่องทางสำหรับนักเขียนหน้าใหม่ให้สร้างผลงานเขียน และตลาดจะกว้างมากขึ้นถ้าเขียนเป็นภาษาอังกฤษ เพราะสามารถนำไปขายบน amazon.com ได้ ทำให้กลุ่มผู้อ่านกว้างขึ้น” วิสูตร กล่าว

หนังสือสร้าง Passive Income?

จากการสอบถามนักเขียนหลายๆ คน ได้ข้อมูลตรงกันว่าส่วนใหญ่แล้วนักเขียนจะมีรายได้ในรูปแบบ Profit Sharing กับสำนักพิมพ์ ในอัตราประมาณ 10% ของราคาขาย แต่จะคิดจากจำนวนที่พิมพ์ หรือจำนวนที่ขายได้ ก็ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับสำนักพิมพ์

วิสูตร บอกว่า “รายได้ต่อเล่มไม่มาก เพราะฉะนั้นต้องขายให้ได้จำนวนมากๆ เพื่อทำให้การทำงานหนึ่งครั้งสามารถสร้างรายได้ระยะยาวเหมือนหุ้นปันผล แต่หนังสือมีปันผลทุกเดือน ซึ่งถือเป็น Passive Income อีกอย่างหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม นักเขียนหลายคนยอมรับว่า รายได้จากการเขียนหนังสืออาจจะยังไม่ใช่ Passive Income ถ้าไม่ใช่นักเขียนระดับ Best Seller  

ขนาด ปิยพันธ์ วงศ์ยะรา ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สต็อคทูมอร์โรว์ ยังยอมรับว่า “นักเขียนน้อยคนที่จะมี Passive Income แบบคุณวิสูตร แต่นักเขียนเกือบ 100% จะมีรายได้จากช่องทางอื่นๆ โดยมีหนังสือเป็นประตูสร้างโอกาส”

“เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะเขียนหนังสืออย่ามองแค่ยอดขาย แต่ต้องทำออกมาให้ดีที่สุด เพราะถ้าออกมาแล้วมันแรง มันโดน จะเป็นประตูบานใหญ่ สร้างเวที สร้างงาน มีรายได้ไหลเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง โดยเฉพาะรายได้จากการเป็นวิทยากร เพราะทุกวันนี้เวทีสัมมนา หรืองานอีเวนต์หลายๆ งานนิยมเชิญนักเขียน บล็อกเกอร์ไปเป็นวิทยากร”  ปิยพันธ์ กล่าว

เปิดประตูสู่ Infopreneur

นอกจาก Passive Income จากการลงทุนในคอนโดแล้ว อัญพัชร์ ทรัพย์ยืนยง ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “ไม่ต้องไฮโซ ก็ลงทุนคอนโดได้” และ “ลุยคอนโด ไม่ต้องมีเงินก้อนโตก็ได้” บอกว่า สำหรับเธอแล้วรายได้จากงานเขียนก็อาจจะนับเป็น Passive Income ได้ในระดับหนึ่ง

“รายได้จากการเขียนหนังสือถือเป็น 2 เท่าของเงินเดือน แต่ก็ยังไม่ใช่ Passive Income แบบเต็มที่ เพราะหลังจากหนังสือเล่มแรกตีพิมพ์ออกไปมีรายได้เข้ามา แต่ไม่สม่ำเสมอ และรายได้ลดลงทุกเดือน เพราะฉะนั้นรายได้จากการเขียนหนังสือเป็นส่วนผสมระหว่าง Active Income และ Passive Income” อัญพัชร์ กล่าว

แต่สิ่งที่มากกว่ารายได้จากการเขียนหนังสือ คือ “มีรายได้จากทางอื่นๆ เข้ามาด้วย เช่น การบรรยาย การจัดคอร์สสัมมนา ซึ่งมีหนังสือเป็นจุดเริ่มต้น หนังสือเป็นเหมือนนามบัตร 1 ใบ เพราะเมื่อเรามีผลงาน ก็ทำให้เป็นจุดสนใจได้” อัญพัชร์ กล่าว

ถนอม เกตุเอม นักเขียนด้านภาษีและการลงทุน ในนามปากกา @TaxBugnoms ซึ่งมีงานเขียนออกมาแล้ว 4 เล่ม เช่น “ซวยจนรู้ สู้จนรวย” และ “รวยด้วยภาษี ใครๆ ก็ทำได้” บอกว่า “รายได้จากการเขียนหนังสือในช่วงแรกๆ จะเป็น Active Income แต่ถ้าทุ่มเททำงานเขียนอย่างต่อเนื่องสะสมผลงานจนถึงระดับหนึ่งจะกลายเป็น Passive Income ได้”

แต่ถ้าจะคาดหวังว่า การมีผลงานเขียนออกมาเพียง 1 เล่มแล้วจะทำให้มี Passive Incomeไปตลอดอาจจะยากเกินไปสำหรับสังคมไทย ที่ยังไม่ใช่สังคมการอ่านที่แท้จริง เว้นแต่เป็นหนังสือที่ “โดนจริงๆ และทำการตลาดที่ดี”

“หนังสือ เป็นสินทรัพย์ แต่คงไม่ได้รวยจากการเขียนหนังสือ เพราะหนังสือไทยแม้จะเป็นหนังสือขายดี ขายได้ 1 แสนเล่ม นักเขียนอาจจะได้เล่มละ 20 บาท รวมแล้วก็แค่ 2 ล้านบาทเท่านั้น แต่เราสามารถต่อยอดจากหนังสือได้ เป็นจุดเริ่มต้นไปสู่งานอื่นๆ ได้ เช่น วิทยากร คอร์สสัมมนา”

เช่นเดียวกับที่ ธีรพงษ์ เศรษฐิวัฒน์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “ทำไมไม่บอกกู” บอกว่า “ถ้าอยากเป็นนักพูด หนังสือจะเป็นนามบัตรชิ้นโต ที่ช่วยประชาสัมพันธ์ให้เราได้อย่างไม่น่าเกลียด และที่สำคัญ คือ เครดิต เพราะคนที่มีงานเขียนกับคนที่ไม่มีงานเขียนจะมีเครดิตในเรื่องที่พูดแตกต่างกัน นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากงานเขียนอีกด้วย”

นอกจากนี้ ธีรพงษ์ ฝันไกลไปกว่านั้น เพราะเขาเตรียมแปลหนังสือของเขาเป็นภาษาอังกฤษและทำเป็นอีบุ๊กเพื่อขายบน amazon.com ให้นักอ่านชาวต่างชาติได้ทึ่งกับวิธีคิดที่แตกต่างของเขา และหวังว่า นั่นจะเป็นที่มาของ Passive Income ที่แท้จริง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท