
ตู่เดินหน้า ปฏิรูปภาษี
การตัดสินใจชะลอการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
การตัดสินใจชะลอการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อให้เกิดคำถามตามมาถึงจุดยืนของรัฐบาลในด้านภาษีอย่างหนัก
ทำไมนายกฯ จึงตัดสินใจถอยทั้งๆ ที่ประกาศเป็นนโยบายของ คสช.และหลังจากนี้จะมีนโยบายภาษีอย่างไร
สำเนียงที่ส่งออกมาจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ ในวันศุกร์ที่ 13 มี.ค. คือ“ที่ต้องชะลอเพราะมีคนปล่อยข่าวเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และการขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้า เพราะไม่อยากจะให้รัฐบาลนี้เดินหน้าต่อไปได้ ไม่งั้นก็เป็นเครื่องมือของคนมาให้ข่าว ปล่อยข่าว อะไรที่ไม่ดี”ก็อาจจะเห็นร่องรอยของการถอยร่น
สอดรับกับคำชี้แจงของ สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงการชะลอการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่า นายกฯ และหัวหน้า คสช. มีข้อมูลทุกด้าน ทั้งจากการสำรวจข้อมูล หน่วยข่าวกรองและตามสื่อต่างๆ จึงสั่งให้ชะลอการจัดเก็บภาษีดังกล่าวไปโดยไม่มีกำหนด เพราะคำนึงถึงความเดือดร้อนประชาชนเป็นหลัก
ยิ่งหากพิจารณาจากข้อมูลวงในจากที่ประชุมคณะกรรมการ 5 ด้านของรัฐบาล เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังจาก รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง บรรยายสรุปรายได้จากการเก็บภาษีทั้งระบบและการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น นายกฯ ได้บอกว่า เนื่องจากขณะนี้ประชาชนยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประกอบกับเศรษฐกิจยังแย่อยู่ เราต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง จึงขอให้ชะลอการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกไปก่อน
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ ซึ่งอยู่ในที่ประชุมก็ไม่ได้พูดอะไร
“ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลถูกโจมตีอย่างหนักจากกลุ่มธุรกิจ พรรคการเมือง และนักการเมืองในพื้นที่ภาคอีสาน โดยหยิบยกประเด็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีผลงานในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของชาวบ้าน ออกกฎหมายที่มีผลกระทบต่อคนจน จะมาเก็บภาษีที่ดินและเก็บภาษีบ้าน โดยได้ขยายผลและสื่อสารกับคนในพื้นที่ จนทำให้รัฐบาลมีภาพลบมากขึ้น การชะลอออกไปและไปทำความเข้าใจจึงเป็นทางการออก” แหล่งข่าวในที่ประชุมคณะกรรมการ 5 ด้านของรัฐบาลชี้แจงเบื้องหลัง
การถอยของรัฐบาลย่อมเข้าทางบรรดาเศรษฐี ราชาที่ดิน ได้ระดับหนึ่ง
ทว่า หากพิจารณาจากถ้อยแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ ในงานสัมมนา Wharton Global Forum Bangkok 2015 ซึ่งมีนักธุรกิจชั้นนำเข้าร่วมกว่า 500 คน ว่า นับจากนี้รัฐบาลจะทบทวนโครงสร้างภาษีทั้งระบบ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีสรรพสามิต เพื่อให้ประเทศมีรายได้มากขึ้น สามารถนำไปลงทุนด้านต่างๆ ของประเทศรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น รถไฟฟ้า รถไฟ 4 เส้นทาง ถนน สะท้อนว่า จะยังหาวิธีการไล่ล่ารีดภาษีในทุกรูปแบบ
นายกฯ กล่าวว่า ไทยสามารถจัดเก็บภาษีได้ในระดับหนึ่งแค่ 10% แต่ยังมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศ เมื่อสภาพเศรษฐกิจโลกถดถอย รัฐจัดเก็บภาษีได้ต่ำลงด้วย จึงต้องทบทวนโครงสร้างภาษีใหม่ทั้งระบบให้เหมาะสม
“แม้ตอนนี้จะสั่งชะลอนโยบายไปแล้ว แต่ต่อไปประชาชนก็ต้องตอบให้ได้เหมือนกันว่า ถ้าไม่ให้เก็บภาษีแล้วจะให้รัฐบาลชุดต่อไปนำเงินจากที่ไหนมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาด้านอื่นๆ ของประเทศ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อนักข่าวถามว่า การพิจารณาจัดเก็บภาษีดังกล่าวจำเป็นจะต้องเสร็จสิ้นในรัฐบาลนี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวดูก่อน เมื่อถามว่าจะใช้เวลาทบทวนนานหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า จะทบทวนไปเรื่อยๆ และจะทบทวนทั้งระบบและจะสร้างความเข้าใจกับประชาชนว่ามีภาษีอะไรบ้าง ภาษีนิติบุคคล ภาษีบุคคลธรรมดา ภาษีสรรพสามิต เดี๋ยวจะอธิบายทั้งโครงสร้างให้เข้าใจ
“ประเทศไทยเก็บภาษีต่ำที่สุดแล้วก่อนจะมีมาตรการออกมาจะสร้างความเข้าใจก่อน และคิดว่าถ้าพูดกันคนไทยจะเข้าใจ เว้นแต่ผู้มีเจตนาจะไม่เข้าใจ เพราะปัจจุบันไทยเก็บภาษีต่ำที่สุดในอาเซียนแล้ว และการเก็บภาษีไม่ใช่ความผิด แต่เป็นการทำเพื่ออนาคต” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในปีนี้จะใช้งบกว่า 4 หมื่นล้านบาท พัฒนาถนนเชื่อมเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก และจะเจรจากับต่างชาติให้ร่วมลงทุน เพราะรัฐบาลมีรายได้ไม่เพียงพอ จึงต้องหาผู้ช่วยลงทุน
นอกจากนี้ จะจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อระดมทุนในตลาดทุน เพื่อเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วม ลดภาระการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐด้วย
นี่คือทิศทางของรัฐบาลจะก้าวเดินต่อไป







