
จีนเข้าใจไทย
ประเด็นร้อนประเด็นหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทย ก็คือการที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะให้คนนอกสภาเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ในกรณีที่ประเทศตกอยู่ภายใต้วิกฤตทางการเมือง โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องอยู่ในวาระได้ไม่เกิน 2 ปี
ประเด็นร้อนประเด็นหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทย ก็คือการที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะให้คนนอกสภาเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ในกรณีที่ประเทศตกอยู่ภายใต้วิกฤตทางการเมือง โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องอยู่ในวาระได้ไม่เกิน 2 ปี
สถานการณ์บ้านเมืองของไทยนับตั้งแต่หลังรัฐบาลชุดปัจจุบันขึ้นกุมอำนาจ เป็นที่จับตามองของทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไทยได้รับความสนใจอย่างมากจากสองขั้วมหาอำนาจ
พญาอินทรีอยากให้ความสัมพันธ์กลับไปเป็นแบบเดิมที่ไทยอิงสหรัฐทางทหาร และอิงจีนด้านเศรษฐกิจ ในขณะที่พญามังกรเองก็กำลังขยายอิทธิพลลงมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
โจวฝางเย่ นักวิจัยร่วมแห่งศูนย์ยุทธศาสตร์นานาชาติจีน สถาบันสังคมศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ผ่านหนังสือพิมพ์โกลบอลไทมส์ ว่า ในขณะที่สหรัฐวิตกว่าไทยจะโยนประชาธิปไตยทิ้งแล้วหันไปเป็นคอมมิวนิสต์ จีนกลับมีความเข้าใจในปัญหาทางการเมืองและสังคมของไทย ว่าเกิดจากรูปแบบการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ขาดเสถียรภาพและความเป็นระบบ ทำให้ไทยจำต้องวนเวียนอยู่ในวังวนไม่สิ้นสุดของการปฏิรูป เนื่องจากการปฏิรูปของไทยเท่าที่ผ่านมานั้น เป็นความพยายามที่จะหารผลประโยชน์จำนวนน้อยให้ลงตัว แทนที่จะเป็นการพยายามสร้างผลประโยชน์ให้มากเพียงพอทำให้ทุกคนพอใจ
ทั้งนี้ ก.ย.ปีนี้ จีนและไทยจะร่วมกันสร้างทางรถไฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนฟื้นเส้นทางสายไหมของจีน ที่จะให้ผลประโยชน์แก่ภาคชนบทในทางตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ทำให้มีอุตสาหกรรมท้องถิ่นและอุตสาหกรรมการบริการงอกเงยขึ้น ส่งผลให้ไม่เพียงแต่จะกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว แต่ยังจะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจดีขึ้น และย่นระยะห่างระหว่างชนชั้นรากหญ้าและคนในเมืองอีกด้วย
ขณะเดียวกัน สหรัฐเองก็ตระหนักถึงความใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างจีนและไทย จึงพยายามบีบให้รัฐบาลคืนอำนาจสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว ทว่า สหรัฐก็ไม่กล้าตัดเยื่อใยกับไทยเสียทีเดียว จึงยังรักษาความสัมพันธ์ เช่น ดำเนินการฝึกคอบร้าโกลด์ต่อไป
นอกจากนี้ สหรัฐยังได้ดึงญี่ปุ่นกลับเข้ามาร่วมในเกมการเมืองนี้ด้วย โดยสนับสนุนให้โตเกียวเสนอความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ไทยเพิ่มขึ้น เช่น เรื่องทางเทคโนโลยีและการให้ทุน
โจวฝางเย่ ทิ้งท้ายว่า การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญไม่ใช่เรื่องการเลือกระบอบการเมืองแบบตะวันตกหรือแบบจีน แต่สิ่งที่ประเทศต้องการอย่างแท้จริง คือความมีเสถียรภาพของสังคม มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และมีทิศทางทางการเมือง โดยไทยควรสร้างแบบอย่างที่เหมาะสมกับตัวเองจากการเรียนรู้การเมืองทั้งสองรูปแบบ







