
เอเชียเดือด! ลดดอกเบี้ยห้ำหั่นกันเอง
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
เกมการแข่งขันหั่นดอกเบี้ยกำลังจะปะทุขึ้นตามจุดต่างๆ ทั่วโลกหลังจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ตัดสินใจดำเนินนโยบายผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) โดยเริ่มอัดฉีดเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดโลกอย่างน้อยที่สุดราว 1.14 ล้านล้านยูโร (ราว 39 ล้านล้านบาท)
แน่นอนว่า การเปิดฉากอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลทำให้เสถียรภาพการเงินโลกต้องสั่นคลอน ธนาคารกลางและผู้ดูแลนโยบายทางการเงินหลายชาติถูกบีบให้ต้องดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายตาม เพื่อรักษาสกุลเงินของตนไม่ให้แข็งไปกว่าประเทศคู่แข่ง จนกลายเป็นการแข่งขันกันลดดอกเบี้ยทั่วโลกอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
แต่ถึงแม้การจุดชนวนของสงครามค่าเงินในครั้งนี้จะอยู่ในซีกโลกตะวันตก แต่สมรภูมิที่แท้จริงของสงครามค่าเงินกลับดูเหมือนว่าจะปะทุขึ้นที่เอเชีย
ที่เป็นเช่นนี้เพราะเอเชียมีพื้นฐานพึ่งพาการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
อาทิ กัมพูชาที่มีเศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกถึง 65.72% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อินโดนีเซียพึ่งพาการส่งออกถึง 23.74% มาเลเซียพึ่งพาการส่งออกถึง 81.68%
ขณะที่เกาหลีใต้พึ่งพาการส่งออกถึง 53.92% ส่วนไทยพึ่งพาการส่งออกถึง 73.57% และเวียดนามที่พึ่งพาการส่งออกถึง 83.88% ของจีดีพี
ภาวะเช่นนี้ทำให้เศรษฐกิจเอเชียผูกติดกับความเคลื่อนไหวของค่าเงินเป็นพิเศษ หากค่าเงินอ่อนตัวลงจะส่งผลให้สินค้ามีราคาถูกลงในสายตาประเทศผู้ซื้อ ในทางกลับกันหากค่าเงินแข็งขึ้น สินค้าส่งออกจะมีราคาแพงขึ้นตามไปด้วย จึงทำให้เกิดการแข่งขันกันลดค่าเงินเพื่อรักษาศักยภาพในการส่งออก
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การอ่อนค่าหรือแข็งค่าของค่าเงินเป็นตัวชี้รายได้ของประเทศในปีนี้เลยทีเดียว
ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกเจริญเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ตลาดบริโภคขนาดใหญ่ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมมีความต้องการบริโภคสินค้าจากเอเชียอย่างต่อเนื่อง ทำให้การแข่งขันกันลดค่าเงินเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดระหว่างเอเชียด้วยกันไม่รุนแรงมากนัก
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันกลับอยู่ในภาวะตรงกันข้าม เพราะเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในภาวะติดเบรก ตลาดนำเข้าชะลอตัว ชาติเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างญี่ปุ่นน่าจะมีเศรษฐกิจที่เติบโตเพียง 0.6% เท่านั้นในปี 2015 ขณะที่กลุ่มยูโรโซนน่าจะเติบโตอยู่ที่ราว 1.2% ตามการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
(ไอเอ็มเอฟ)
ส่วนสหรัฐที่เป็นตลาดบริโภคขนาดใหญ่ที่สุดของโลกอย่างสหรัฐ ก็น่าจะมีเศรษฐกิจเติบโตอยู่ที่ราว 3.6% ตามการคาดการณ์ แม้จะเป็นประเทศเดียวที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นที่กังขาจนถึงปัจจุบัน
ขณะที่จีนซึ่งเป็นตลาดนำเข้าวัตถุดิบขนาดใหญ่เช่นกัน ก็เติบโตต่ำสุดในรอบ 20 ปี โดยรัฐบาลประกาศตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ที่ 7.% เท่านั้น
พูดอีกนัยหนึ่งคือ ตลาดส่งออกสินค้าของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียหดตัวลงอย่างมากในช่วงนี้ กลายเป็นแรงกดดันให้การแข่งขันกันระหว่างชาติในเอเชียเพื่อรักษาตลาดเอาไว้ได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น อย่างที่เห็นในปัจจุบัน
บทวิเคราะห์ของ มอร์แกน สแตนลีย์ ยืนยันว่า การเติบโตของการส่งออกในเอเชียลดลงมาก จากเฉลี่ยที่ 12.8% ระหว่างปี 1992-2007 ในปัจจุบันลงไปอยู่ที่ 3.8% เท่านั้นระหว่างปี 2012-2015
สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งบีบคั้นรุนแรงขึ้น หลังจากการประกาศใช้คิวอีของอีซีบี เนื่องจากการอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลถึงเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.08 ล้านล้านบาท) ทำให้เกิดภาวะทุนไหลเข้าเอเชีย และทำให้เกิดภาวะเงินเอเชียแข็งค่าในเวลาต่อมา
แน่นอนว่า ภาวะเงินแข็งค่าเป็นสิ่งที่ทุกชาติในเอเชียหลีกเลี่ยง แม้จะทำให้สินค้านำเข้าราคาถูกลง แต่เมื่อเทียบกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับการส่งออก ซึ่งถือเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนประเทศแล้ว นับว่าไม่คุ้มจริง การลดดอกเบี้ย นอกเหนือจากเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศแล้ว ยังช่วยทำให้ค่าเงินอ่อนตัวลงในทางอ้อมอีกด้วย
นอกจากนั้น ราคาน้ำมันที่ร่วงลงกว่า 50% จากเมื่อกลางปีที่แล้วยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลในเชิงลบต่อเศรษฐกิจในเอเชีย โดยสำหรับประเทศที่เน้นการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ราคาน้ำมันที่ลดลงที่เกิดขึ้นพร้อมกันกับช่วงเศรษฐกิจซบเซา กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่จะนำไปสู่ความเสี่ยงภาวะเงินฝืด
ในทำนองเดียวกัน กลุ่มประเทศที่ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำมันราคาถูกที่ฉุดให้สินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ราคาร่วงตามไปด้วย
ด้าน เดอริก แคม นักเศรษฐศาสตร์ผู้ดูแลด้านเอเชียของมอร์แกน สแตนลีย์ แสดงความเห็นว่า หากความต้องการบริโภคสินค้าภายในประเทศยังคงอ่อนแอ ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจนโยบายทางการเงินจะต้องดำเนินมาตรการบางอย่างให้เร็วที่สุด เพื่อฉุดเศรษฐกิจให้ขึ้นจากภาวะความเสี่ยงเงินฝืด
กรณีดังกล่าวบีบให้เอเชียต้องหันมาแข่งกันปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงเพื่อรักษาศักยภาพในการส่งออกไว้ ท่ามกลางภาวะตลาดที่กำลังหดตัว และสกัดภาวะเงินฝืดที่กำลังปะทุขึ้นมา ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังซบเซา
ภาวะการห้ำหั่นกันเองของเอเชียพิสูจน์ได้จากกรณีที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้(บีโอเค) ตัดสินใจปรับลดดอกเบี้อย่างกะทันหันเมื่อวานนี้ จาก 2.% เป็น 1.75% ทันที หลังจากที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยปรับลดดอกเบี้ยลงไป 0.25%
อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวเป็นเพียง “ยอดของภูเขาน้ำแข็ง” เท่านั้น เพราะหากเทียบกับก่อนหน้านี้ที่ทั่วเอเชียแห่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว อาทิ อินเดียที่ประกาศหั่นอัตราดอกเบี้ยถึง 2 ครั้ง จาก 8% เป็น 7.75% และจาก 7.75% เป็น 7.5% ในที่สุด ขณะที่อินโดนีเซียและจีนต่างปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมา 0.25%
โดยภาพรวมเอเชียกำลังกระโจนเข้าสู่สงครามภายในภูมิภาค ในการห้ำหั่นกันเองเพื่อแก่งแย่งส่วนแบ่งการตลาดที่เล็กลงเพื่อเอาตัวรอด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซา
แน่นอนว่า เกมค่าเงินเป็นเกมที่ไม่สามารถได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลดค่าเงิน ฝ่ายที่เหลือก็จะต้องเผชิญภาวะเงินแข็งค่าขึ้น
ฉะนั้น หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป ความเสียหายจากสงครามย่อมกระจายไปทั่วเอเชียอย่างแน่นอน และจะไม่มีใครเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง







