
ปฏิรูปภาษี สะดุด ฉุดรัฐบาล คสช.​
เสียเชิงมวยไม่น้อยสำหรับมาตรการปฏิรูปภาษีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา ที่ปรับเปลี่ยน
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เสียเชิงมวยไม่น้อยสำหรับมาตรการปฏิรูปภาษีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา ที่ปรับเปลี่ยน ชักเข้าชักออกอยู่หลายรอบหลังถูกกระแสต่อต้านคัดค้านจากสังคมจนไม่อาจฝืนเดินหน้าลุยต่อไป
ท่าทีสะเปะสะปะเช่นนี้ นอกจากกระทบต่อความเชื่อมั่นแล้ว ภาระภาษีที่ประชาชนจะต้องแบกรับมากขึ้นอาจกลายเป็นชนวนฉุดให้รัฐบาลตกที่นั่งลำบาก หากไม่สามารถชี้แจงทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของการปฏิรูปภาษีรอบนี้
ต้องยอมรับว่า “เป้าหมาย” และ “เจตนารมณ์” ของการปรับปรุงระบบภาษี เพื่อ “ลดความเหลื่อมล้ำ” เป็นเรื่องที่สังคมให้การสนับสนุนและคาดหวังว่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างสังคม
แต่ทำไปทำมาระบบภาษีที่รัฐบาล คสช.กำลังเข้าไปปรับปรุง ตั้งเค้าว่าจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย บางตัวยังคาอยู่ในกระบวนการพิจารณา บางตัวยังไม่อาจเริ่มต้นผลักดัน บางตัวมีเสียงต่อต้านตั้งแต่เริ่มต้น
เริ่มตั้งแต่ “ภาษีมรดก” ที่เป็นหนึ่งใน “ผลงาน” ในลำดับต้นๆ ซึ่ง คสช.ประกาศจะเข้ามาดำเนินการ เพราะเรื่องภาษีมรดกเป็นกลไกที่สามารถจับต้องและสะท้อนถึงเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างชัดเจน แถมมีเสียงเชียร์ล้นหลาม
หลักการชัดเจนตรงผู้ได้รับมรดกมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท 10% แม้จะมีเสียงไม่เอาด้วยจากฝั่งคนรวยบ้าง แต่ด้วยกลไกที่ต้องการทำให้เกิดการเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน กฎหมายนี้จึงถูกดันเข้ามาสู่ สนช.ท่ามกลางการจับจ้องว่าจะเป็นจุดเปลี่ยน เรื่องแรกๆ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศ
แต่หลังผ่านความเห็นชอบในหลักการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กลับมีความพยายามการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการหลายส่วนที่ว่ากันว่าเหมือนเอื้อประโยชน์ให้คนรวย อาทิ แก้ไขมูลค่าขั้นต่ำจาก 50 เป็น 80 ล้านบาท และปรับลดอัตราจัดเก็บจาก 10% เหลือ 8% ซึ่งจะต้องรอดูว่าหน้าตาสุดท้ายจะออกมาอย่างไร
ถัดมาที่วาระร้อนอย่าง “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการอับจนหนทางของ คสช.ที่ไม่สามารถหารายได้ทางอื่นได้จนต้องมารีดเอากับประชาชน หรือบางส่วนที่เห็นว่าภาษีนี้ไม่ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพราะคนรวยแทบไม่ได้รับผลกระทบ มีแต่คนรายได้ปานกลางที่จะเดือดร้อน
กระแสคัดค้านทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังส่งสัญญาณให้กลับไปทบทวนใหม่ เงื่อนไข ผ่อนปรนเพื่อไม่ให้สร้างความเดือดร้อนกับประชาชน เพราะรู้ดีว่าหากก้าวพลาดในเรื่องนี้ ย่อมจะฉุดให้ทุกอย่างพังทะลายลงไป
แม้หลักเกณฑ์การยกเว้นที่แก้ไขใหม่จะทำให้รายได้เข้าคลังจะลดลงไปบ้าง แต่ก็ต้องยอมเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไป
เสียงทักท้วงดังหนักขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เห็นว่าตั้งต้นจากแนวคิดเรื่อง “รายได้” มากกว่าแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งนอกจากแก้ปัญหาไม่ตรงจุดแล้วยังอาจสร้างปัญหาใหม่ได้
ยิ่งกว่านั้น พิเชษฐ พันธ์ุวิชาติกุล อดีต รมว.คลัง ออกมาเปิดหน้าค้านเต็มตัว เพราะเห็นว่ากฎหมายนี้จะสร้างความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า พร้อมชำแหละไล่เรียงหลายประเด็นทั้งเรื่องภาระภาษีจะถูกผลักไป
ผู้เช่า ห้างสรรพสินค้า โรงงาน ตึกแถวจะผลักดันภาระไปยังผู้บริโภค
แรงต้านทำให้ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ตัดสินใจปรับเปล่ี่ยนหลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในหลายส่วน ทั้งอัตรามูลค่าขั้นต่ำ การลดหย่อนชำระภาษีตามขั้นบันได เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้กับประชาชน
วิเคราะห์ว่าปัญหาเรื่องแรงต้านส่วนหนึ่งมาจากการชี้แจงทำความเข้าใจถึงข้อดีข้อเสีย ยิ่งท่าทีจาก พล.อ.ประยุทธ์ พยายามเน้นไปที่เรื่องเม็ดเงินที่นำมาใช้หนี้ ซึ่งรัฐบาลเก่าก่อไว้ หรือหากไม่ขึ้นภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้างจะต้องขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มแทนนั้น ที่เป็นการชี้แจงไม่ถูกจุด
ทางแก้เวลานี้จึงไม่ใช่แค่ปรับเปลี่ยนรายละเอียด แต่ยังอยู่ที่การชี้แจงประชาสัมพันธ์ สอดรับกับที่ รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดคลัง กำลังจับมือกรมประชาสัมพันธ์เร่งทำความเข้าใจกับประชาชน ว่าไม่ได้เรื่องเลวร้ายอย่างที่คิด
ปัญหายังไม่จบเมื่อ ครม.กำลังดันภาษีโรงเรียนกวดวิชาออกมาซ้ำเติมปัญหาเดิมๆ แม้จะสร้างรายได้ให้รัฐเพิ่มขึ้น แต่คนที่แบกรับภาษีตรงนี้ไม่ใช่โรงเรียนกวดวิชา แต่เป็นผู้ปกครองที่ถูกผลักภาระมาให้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ระบบภาษีที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่เวลานี้ จึงเป็นบททดสอบที่สำคัญของรัฐบาลและสุ่มเสี่ยงจะฉุดให้ คสช.มีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ







