
ตุ๊กแกกินปูนร้อนท้อง
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
ยังไม่ถึงเดือน เม.ย.ที่เป็นช่วงที่อากาศเมืองไทยร้อนที่สุด นี่เพียงแค่ต้นเดือน มี.ค. อากาศก็ร้อนเสียแล้ว แต่การเมืองกลับร้อนยิ่งกว่าเมื่อเสียงระเบิดตูมใหญ่ของกลางดึกวันที่ 7 มี.ค. 2558 เป็นสัญญาณว่าขบวนการบ่อนทำลายรัฐบาลเริ่มลงมือแล้ว คราวนี้ใช้ขว้างระเบิดสังหารเข้าไปในรั้วที่จอดรถศาลยุติธรรม ถ้ามือระเบิดไม่แหกคอกลงมือก่อน ใครจะรู้ว่าวันที่ 15 มี.ค. จะมีระเบิดทั่วกรุงนับร้อยลูกตามคำให้การของมือระเบิด ในเมื่อคนพวกนี้มีขีดความสามารถทำได้ ส่วนจะทำหรือไม่เป็นอีกเรื่อง
มือระเบิดครั้งนี้เกรดต่ำมากไม่ใช่มืออาชีพเพราะถูกจับได้ทันที คนหนึ่งที่ชักปืนยิงเจ้าหน้าที่ ก็โดนสวนกลับ 4 นัด พอถูกซักถามชนิดไม่ให้ทันตั้งตัวก็ยอมรับสารภาพเปิดโปงเบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งหมด ซึ่งเราเชื่อว่าข้อมูลที่ได้รับนั้นเป็นจริง
มือระเบิดคงรู้แค่วิธีถอดสลักแล้วขว้างแค่นั้นเอง แค่ใจกล้าหน้าด้านก็ทำได้ ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแต่อย่างใด หวังเงินค่าจ้างเท่านั้น ผิดกับมือระเบิดสองคนที่หน้าสยามพารากอน เป็นมืออาชีพ จนป่านนี้ตำรวจยังจับตัวไม่ได้หรืออาจหลบอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านแล้ว หรือเป็นคนของประเทศนั้นเองก็ได้ อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้เพราะการจลาจลในปี 2553 ยังมีทหารรับจ้างต่างด้าวเข้ามาสู้กับทหารไทย
ลูกระเบิดขว้างที่ถูกใช้ครั้งนี้เป็นระเบิดทำในรัสเซียมีใช้ในกองทัพเพื่อนบ้านแห่งหนึ่งและมีขายกันเกลื่อนในตลาดมืดชายแดนตะวันออกลูกละไม่กี่ร้อยบาท เป็นลูกระเบิดชนิดเดียวกันที่ผู้ใช้ความรุนแรงนำมาใช้ก่อเหตุในการจลาจลปี 2553 และใช้ขว้างใส่กลุ่ม กปปส. เมื่อปี 2556 และ 2557 ระเบิดครั้งนี้อาจเป็นล็อตที่ลักลอบนำเข้ามาประเทศไทยในปี 2556 และยังใช้ไม่หมด มีเหลืออีกมาก คนที่ใช้ก็น่าจะเป็นคนกลุ่มเดียวกัน
ทำไมไปขว้างที่ศาลอาญา เพราะศาลเป็นสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรม พวกนี้มองว่ากลุ่มตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงกำหนดเอาศาลเป็นเป้าหมาย อีกทั้งอยู่ติดถนนขว้างได้ง่ายและเคยขว้างกันมาแล้วหลายครั้ง บังเอิญไปเข้าจังหวะกับที่ศาลอาญาพัทยาเพิ่งตัดสินจำคุกแกนนำเสื้อแดง 14 คน คนขว้างคงไม่ได้ทำเพื่อแก้แค้นให้แกนนำ นปช.ที่ถูกตัดสินจำคุก แต่มือระเบิดครั้งนี้ฉลาดน้อยไปหน่อย เพราะเจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่าอาจมีการขว้างระเบิดศาลที่ กทม. เพื่อตอบโต้กระบวนการยุติธรรมดังที่พวกนี้เคยทำมาแล้วในปีก่อนๆ จึงไปซุ่มรออยู่และเกาะติดเป้าหมายเสี่ยงที่มีอยู่ในสารบบ เมื่อมือระเบิดไม่ดูตาม้าตาเรือจึงหลงเข้ากับดัก
การซักถามโดยผู้เชี่ยวชาญทำให้ได้ข้อมูลสำคัญมากมายที่โยงใยไปยังคนอีกหลายคน เป็นเครือข่ายหนึ่งที่มีคนเกี่ยวข้องนับสิบคน ทั้งคนสั่งการนอกประเทศ ในประเทศ คนจ่ายเงิน คนเอาระเบิดมาให้ คนให้ที่พัก ฯลฯ เจ้าหน้าที่ขยายผลจากโทรศัพท์มือถือที่ยึดได้จากผู้ต้องหา สามารถแกะรอยการติดต่อภายในกลุ่มและกับคนนอกกลุ่มได้อีกหลายราย ทำให้หลายคนนอนสะดุ้งขวัญผวาแต่ยังทำใจดีสู้เสือ กล่าวกันว่าแรงระเบิดสะเทือนไปไกลคล้ายกับเพลง “ฝนตกบ้านน้อง ฟ้าร้องบ้านพี่” นอกจากนั้นยังทำให้ “ตุ๊กแก” หลายตัวออกมาร้องกันเกรียวกราวเพราะ “กินปูนร้อนท้อง”
ใครไม่เกี่ยวข้องก็ไม่ต้องออกมาโวยวายเป็น “ตุ๊กแกกินปูนร้อนท้อง” เจ้าหน้าที่สามารถแยกแยะคนถูกผิดออกจากกันได้ อย่างน้อยแม้ไม่มีหลักฐานเอาผิด “ตุ๊กแก” ทางกฎหมาย แต่ก็เป็นการป้องปรามไม่ให้เคลื่อนไหวอีกและเป็นอุทาหรณ์สอนใจ “ตุ๊กแก” ไว้อย่างหนึ่งว่า การปฏิบัติการลับเช่นนี้ต้องรู้จัก “ตัดตอน” เป็นช่วงๆ ผู้สั่งการหรือนายใหญ่อย่าย่ามใจโทรศัพท์ติดต่อโดยตรงกับผู้ปฏิบัติการระดับล่าง เพราะหากลูกน้องถูกจับได้เจ้าหน้าที่สามารถสาวมาถึงตัวการใหญ่ข้างบนได้อย่างสบาย แต่สังคมไทยบางทีก็ไว้หน้าไว้ตา “ตุ๊กแก” เพราะเคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน เคยกินข้าวกระทะเดียวกันมาก่อน
ข่าวเรื่องแผนที่จะวางระเบิด 100 จุดทั่ว กทม. หรือทั่วประเทศ เพื่อดึงต่างประเทศเข้ามาแทรกแซง เราคิดว่าผู้ต้องหาพูดจริงตามที่ได้ยินมา ความคิดแบบนี้ต้องเป็นคนระดับสูงหรือผู้บงการคิดและได้ดึงมหาอำนาจเข้ามาแล้ว แต่จะขยายผลให้แรงขึ้นถึงกับมองไปที่สหประชาชาติเป็นความเพ้อฝัน
เราสามารถสรุปได้ว่า กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการวางและขว้างระเบิดที่เกิดขึ้นโยงใยกับกลุ่มที่เผาบ้านเผาเมืองปี 2553 และกลุ่มที่ลอบทำร้าย กปปส. ปี 2556-2557 เป็นพวกที่ “ตกผลึกทางความคิดใช้ความรุนแรงในการแสวงหาอำนาจและรักษาอำนาจที่ได้มา” ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ตรงข้ามกับคำว่า “ระบอบประชาธิปไตย” และ “สันติวิธี” ที่พร่ำพูด ประชาชนต้องช่วยกัน “ประณาม”
ในความเป็นจริงคนที่ต่อต้านรัฐบาล คสช. ไม่ใช่เป็นคนที่ใช้ความรุนแรงเสมอไป มีทั้งกลุ่มที่นิยมใช้ความรุนแรงเพราะคิดว่าเป็นวิธีที่ได้ผลในการแก้ไขปัญหา กลุ่มที่ปฏิเสธความรุนแรงแต่จะต่อสู้แนวทางสันติ หากไม่สำเร็จก็ไม่ปฏิเสธแนวทางรุนแรง หากทำให้ได้ผลในสิ่งที่ตนต้องการ แต่เครือข่ายมือระเบิดครั้งนี้เป็นพวกนิยมความรุนแรงแน่นอน
ถามว่าเมื่อมือระเบิดสองคนถูกจับ แผนใหญ่จะหยุดหรือไม่ เราเชื่อว่าไม่หยุด นับแต่นี้ไปฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลระมัดระวังมากขึ้น แต่คงใช้ทุกรูปแบบในการกัดกร่อนบ่อนทำลายรัฐบาล คสช.ในทุกโอกาสที่เปิดให้ ระเบิดลูกนี้ไม่ใช่ระเบิดลูกสุดท้าย แต่จะมีอีกตามโอกาสและจังหวะอำนวย และอย่ามองข้ามบทบาทของซีไอเอในไทยซึ่งเป็นพันธมิตรกับกลุ่มผู้สูญเสียอำนาจ
เราเชื่อว่าทหาร “เอาอยู่” เพราะสู้กับกลุ่มใช้ความรุนแรงมาตั้งแต่ปี 2552 หนักที่สุดคือปี 2553 และมาหน่วยงานความมั่นคงต้องทำงานหนักมากขึ้น แม้ว่าไม่สามารถป้องกันได้ 100% การเตรียมพร้อมรับมือก็เท่ากับเป็นการป้องปรามและลดความเสียหายได้บ้างไม่มากก็น้อย







