
ลดดอกเบี้ยแค่หนุนบรรยากาศเอกชน
เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2558 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 3 ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2% มาอยู่ที่ 1.75%
เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2558 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 3 ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2% มาอยู่ที่ 1.75%
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) วิเคราะห์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงครั้งนี้ เหนือความคาดหมายของตลาด โดยเสียงส่วนใหญ่ของ กนง.ประเมินว่าความเสี่ยงทางด้านการเติบโตของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันมีมากกว่าความเสี่ยงทางด้านเสถียรภาพทางการเงิน หลังจากที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 4 ปี 2557 ต่อเนื่องถึงเดือน ม.ค. 2558 ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ และประเมินว่าการใช้จ่ายภาครัฐยังต้องใช้เวลาจึงจะเห็นผลชัดเจน
ดังนั้น การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและช่วยพยุงความเชื่อมั่นของภาคเอกชน
ทั้งนี้ กนง.ตระหนักถึงความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงิน โดยในการประชุมครั้งนี้ กนง.ได้กล่าวว่า “ต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสะสมจากพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า (Search for yield) ภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน” หมายความว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อราคาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือหุ้นสามัญ ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ของราคาสินทรัพย์ดังกล่าวได้
อีไอซี ประเมินว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก การบริโภคภาคเอกชนยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ไม่สูงนัก เนื่องจาก 1) รายได้ครัวเรือนภาคการเกษตรที่ลดลงตามราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ 2) ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐที่อาจส่งผลกระทบต่อภาระภาษีของประชาชน นอกจากนี้ภาคธนาคารพาณิชย์ยังเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) มากขึ้น ประกอบกับที่ความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจโดยภาพรวมชะลอตัวลง
ดังนั้น การใช้จ่ายในประเทศอาจฟื้นตัวไม่สูงนัก โดยเฉพาะหากขาดแรงกระตุ้นจากการใช้จ่ายภาครัฐ อย่างไรก็ตาม อีไอซีคาดว่าแรงกดดันให้ กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกยังมีอยู่ต่อไปตราบใดที่เงินบาทยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินเพื่อนบ้าน
อีไอซี คาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ระดับ 1.75% ในปีนี้ เนื่องจาก กนง.ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงทางด้านเสถียรภาพทางการเงินมากขึ้น และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเพียงภาวะชั่วคราวเท่านั้น อีกทั้ง กนง.บางท่านมีความเห็นว่าควรให้การใช้จ่ายภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจมากขึ้น เพื่อเป็นการรักษาความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินไว้ยามจำเป็นและมีประสิทธิผลมากกว่านี้
นอกจากนี้ อีไอซียังได้เปรียบเทียบคำแถลงของ กนง.ระหว่างการประชุมครั้งก่อน (28 ม.ค. 2558) กับการประชุมครั้งนี้ (11 มี.ค. 2558) โดยด้านเศรษฐกิจไทยพบว่าในการประชุมครั้งก่อน กนง.ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ของปี 2557 ฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน เป็นผลจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวที่ปรับดีขึ้น ช่วยชดเชยอุปสงค์ในประเทศที่ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยจะยังมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยราคาน้ำมันที่ลดลงมากจะช่วยให้การฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศเข้มแข็งขึ้น
แต่การประชุม กนง.ครั้งนี้ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ของปี 2557 และเดือน ม.ค. 2558 ยังคงฟื้นตัวค่อนข้างช้า โดยมีแรงส่งทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนน้อยกว่าคาด เศรษฐกิจในระยะต่อไปยังมีแนวโน้มฟื้นตัวในอัตราต่ำกว่าที่ประเมินไว้ การส่งออกสินค้าคาดว่าจะทยอยฟื้นตัวใกล้เคียงกับที่คาด ขณะที่การท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง
ด้านสถานการณ์เงินเฟ้อ การประชุม กนง.ครั้งก่อน ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงตามราคาพลังงาน และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะหลุดกรอบล่างของเป้าหมายในปีนี้ แต่ไม่ถือเป็นเงินฝืดอีกทั้งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ตามแนวโน้มราคาน้ำมันโลก ส่วนการประชุมครั้งนี้ ระบุว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อคาดว่าจะยังอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงกับที่คณะกรรมการฯ ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน
สำหรับความเสี่ยงที่ กนง.ติดตาม ในการประชุมครั้งก่อน แถลงการณ์ระบุว่า 1.ปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก (การฟื้นตัวช้าของคู่ค้าหลัก, ปัญหาการเมือง, นโยบายการเงินที่มีทิศทางแตกต่าง) 2.คุณภาพของสินเชื่อครัวเรือน 3.การปรับตัวของราคาสินทรัพย์ ขณะที่การประชุมครั้งนี้ ความเสี่ยงที่ กนง.จับตา คือ 1.การชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า โดยเฉพาะจีน 2.ความเสี่ยงที่อาจสะสมจากพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน
ในด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ประชุมครั้งก่อนหน้า กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2% (2 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25%) แต่ครั้งนี้ กนง.มีมติ 4 ต่อ 3 ให้ลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% จาก 2% เป็น 1.75% (3 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2%)
โดยในการประชุมครั้งก่อนหน้า กนง.ให้เหตุผลที่คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ว่า 1.นโยบายการเงินผ่อนปรนเพียงพอ 2.การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน ขณะที่การประชุมครั้งล่าสุด ให้เหตุผลที่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายว่า 1.นโยบายการเงินควรผ่อนคลายเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มแรงสนับสนุนให้เศรษฐกิจ 2.ช่วยพยุงความเชื่อมั่นของภาคเอกชน
สำหรับฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) ให้มุมมองว่า กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เป็นไปตามการคาดการณ์ของเอชเอสบีซี โดยคณะกรรมการ กนง.มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ เนื่องจากกรรมการบางรายต้องการให้สงวนมาตรการดังกล่าวไว้สำหรับยามฉุกเฉินในอนาคต แต่กรรมการเสียงส่วนใหญ่ต่างกังวลว่า มาตรการทางการคลัง อาจไม่สามารถเป็นรูปเป็นร่างได้เร็วพอที่จะช่วยกระตุ้นโมเมนตัมการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
ขณะเดียวกัน มติของที่ประชุมครั้งนี้ยังตอกย้ำให้เห็นถึงความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ซึ่งเอชเอสบีซีมองว่าคงไม่มีโอกาสที่ กนง.จะลดดอกเบี้ยลงไปมากกว่านี้แล้ว ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ย 1.75% ออกไปยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือจากเดิมที่คาดไว้ว่าจะกลับมาขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งจริง
ทั้งนี้ กนง.เคยระบุมาแล้วในการประชุมก่อนหน้านี้ว่า การลดดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ย 2% ถือเป็นระดับที่ต่ำและเกือบต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อยู่แล้ว ดังนั้น มติลดดอกเบี้ยครั้งนี้จึงยิ่งสะท้อนให้เห็นมุมมองของ กนง.ที่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตอยู่ โดยเฉพาะเมื่อที่ประชุม กนง.เน้นย้ำถึงเรื่องความเชื่อมั่นของภาคเอกชน จากที่ไม่เคยเน้นย้ำถึงในการประชุมครั้งก่อนๆ หน้า จึงเป็นที่เชื่อได้ว่าการดำเนินมาตรการกระตุ้นใหม่อีกระลอกอาจเป็นสิ่งที่จำเป็นในยามที่ความเชื่อมั่นของภาคเอกชนอ่อนแอลง
บรรดาสำนักข่าวในประเทศยังคาดการณ์ว่า ธปท.อาจปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของปี 2558 ลง จากคาดการณ์เดิมที่ระดับ 4% ซึ่งเชื่อว่าจะมีรายละเอียดออกมาในวันที่ 20 มี.ค.นี้ แต่เอชเอสบีซียังคงคาดการณ์จีดีพีของไทยไว้ที่ระดับ 4% เนื่องจากเชื่อว่าจะได้แรงหนุนส่วนหนึ่งจากภาคการท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง และอีกส่วนมาจากการนำเข้าน้ำมันที่ลดลงที่ช่วยลดรายจ่ายของประเทศ
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยก็ยังคงต้องเผชิญความเสี่ยงหลายด้านที่สำคัญ โดยเฉพาะหาก 2 เครื่องยนต์ที่สำคัญที่สุดต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย คือ การบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกสินค้า ไม่สามารถกระตุ้นโมเมนตัมในประเทศได้ และหากการลงทุนของภาครัฐยังเชื่องช้า ขณะเดียวกัน เอชเอสบีซียังไม่เชื่อมั่นว่าการลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในครั้งนี้จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้มากนัก เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องหนี้ครัวเรือนในระดับสูงทำให้ยากที่จะกระตุ้นสินเชื่อภายในประเทศได้ ท่ามกลางความต้องการสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ยังไม่กลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มที่







