
"สรรเสริญ"ยก"หมอณรงค์"สุภาพบุรุษขอย้ายตัวเอง
"รองโฆษกรัฐบาล" ยก "หมอณรงค์"เป็นสุภาพบุรุษขอย้ายตัวเองลดความขัดแย้ง วอนบุคลากรสาธารณสุข อย่ายึดติดตัวบุคคล
"รองโฆษกรัฐบาล" ยก "หมอณรงค์"เป็นสุภาพบุรุษขอย้ายตัวเองลดความขัดแย้ง วอนบุคลากรสาธารณสุข อย่ายึดติดตัวบุคคล
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 12 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการโยกย้ายนพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ว่า ในข้อเท็จจริงทั้งนพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและนพ.ณรงค์เป็นคนดีทั้งคู่ เพียงแต่แนวคิดในกานทำงานยังไม่ลงตัว จึงทำให้การขับเคลื่อนงานของรัฐบาลได้ไม่เต็มที่และไม่เต็มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้นโยบายไว้ว่าให้ไปหาจุดลงตัวให้ได้ โดยให้ไปพูดคุย และปรับวิธีการทำงาน ซึ่งก็ใช้เวลานานพอสมควรประมาณ 7 เดือนก็ยังหาจุดลงตัวไม่ได้ และนพ.ณรงค์ก็ได้แสดงความเป็นสุภาพบุรุษ โดยพูดไว้กับนายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรวมทั้งพูดกับนายกฯ ด้วยตนเองว่ายินดีถ้าเห็นว่าการทำงานยังไม่สามารถหาจุดลงตัวได้ ก็ขอให้โยกตัวท่านเองออกมาจากจุดความขัดแย้ง จะได้สามารถดำเนินงานต่อไปได้ ถือว่ามีความเป็นสุภาพบุรุษ เป็นสุภาพชนของนพ.ณรงค์ อีกทั้งปลัดกระทรวงสาธารณสุขก็เข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองและเข้าใจบทบาท ภารกิจหน้าที่ของรัฐบาลเป็นอย่างดี วันนี้ต้องขอบคุณนพ.ณรงค์ที่ทำให้ปัญหาต่างๆ คลี่คลาย
"และการที่นพ.ณรงค์มาอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี นายกฯ ได้มีการมอบหมายภารกิจที่ชัดเจนแล้ว โดยวันเดียวกันนี้นพ.ณรงค์จะเข้ามารายงานตัวรองยงยุทธ อีกทั้งสิทธิต่างๆ ที่เคยมีอยู่ในตำแหน่งปลัดกระทรวงสาธารณสุขก็ยังคงได้สิทธิเช่นเดิม จึงถามว่าเรื่องนี้น่าจะจบบนพื้นฐานการเป็นสุภาพบุรุษที่มีความเข้าใจสถานการณ์ต่างและได้ปวารณาตัวเอง" พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
เมื่อถามว่าแต่ขณะนี้มีความเคลื่อนไหวกดดันจากกลุ่มแพทย์ต่างๆ เพื่อให้มีการปลดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแทน พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า คงไม่ใช่เป็นแรงกดคิดว่าเมื่อมีข่าวการดึงนพ.ณรงค์มาอยู่ที่สำนักนายกฯ จึงเป็นปกติที่จะมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่เมื่อได้มีการชี้แจงแล้วว่านพ.ณรงค์เป็นผู้ปวารณาตัวเอง เชื่อว่าจะสามารถทำความเข้าใจกับกลุ่มคนที่มีความคิดเดียวกันได้ และสามารถเดินหน้าการทำงานต่อไปได้โดยไม่สะดุด และปกติหลักการบริหารราชการหากผู้บังคับบัญชายังหาจุดลงตัวกันไม่ได้ในการปฏิบัติงานก็ต้องยึดที่ตัวผู้บัญชาเป็นหลัก นั่นคือตัวรัฐมนตรีและการที่นพ.ณรงค์ออกมาจากพื้นที่คณะกรรมการตรวจสอบก็จะได้เข้าไปทำงานถือเป็นเรื่องที่ดีที่คณะกรรมการจะได้ทำงานอย่างเต็มที่และตัวนพ.ณรงค์เองก็จะได้ไม่ถูกครหา ส่วนที่ทีมที่ปรึกษาของนพ.รัชตะบางคนลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวนั้นก็ไม่เป็นไร ถือเป็นแนวความคิดของแต่และคน แต่หลักการคือต้องรับนโยบายของรัฐบาลเพื่อไปขับเคลื่อนงานต่อไปได้ทุกอย่างน่าจะจบ อีกทั้งรัฐบาลก็ไม่ได้ตั้งคนนอกเข้าไป แต่มอบหมายให้รองปลัดฯ ไปปฏิบัติหน้าที่แทน และเท่าที่ฟังนพ.ณรงค์เองก็ให้กำลังใจการทำงานของรัฐบาลจึงเชื่อว่ากระแสกดดันต่างๆ น่าจะหมดไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในกระทรวงสาธารณสุขจะกระทบต่อการบริหารจัดการภายในกระทรวงหรือไม่ พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้อาจจะมีสถานการณ์บ้าง แต่ถึงวันนี้เมื่อมีความชัดเจนจากนพ.ณรงค์แล้วสิ่งต่างๆ ก็น่าจะคลี่คลาย และไม่ใช่นายกฯ คนเดียวที่มั่นใจว่าปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลาย แต่เมื่อทุกคนได้ฟังคำชี้แจงของนพ.ณรงค์ก็เกิดความมั่นใจร่วมกัน และไม่ได้หมายความว่านพ.ณรงค์มีความผิด ไม่คิดว่าจะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่จะทำให้เกิดปัญหาเพราะถ้าคิดว่านพ.ณรงค์เองก็เป็นหัวหอกในการเคลื่อนไหวประเทศก็คงเดินต่อไม่ได้ เราต้องเข้าใจสถานการณ์บ้านเมือง เสียสละจึงขอวิงวอนไปยังกลุ่มที่สนับสนุนนพ.ณรงค์ให้เข้าใจสถานการณ ทุกอย่างก็จะเดินหน้าไปได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าช่วงนี้รัฐบาลรับแรงกระแทกจากหลายเรื่องนายกฯได้แสดงความเป็นห่วงในเรื่องใดบ้างเป็นพิเศษ พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า นายกฯ มีความเป็นห่วงโดยเฉพาะเรื่องความไม่เข้าใจเพราะที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ค่อยมีการปฏิรูปในทุกรูปแบบ ดังนั้นการจัดระบบต่างๆ ที่รัฐบาลพยายามทำไม่ว่าจะเป็น ระบบภาษี การจัดระเบียบสังคมหรือแม้แต่ด้านการเกษตร อุตสาหกรรม การปฏิรูปทุกอย่างย่อมมีผู้ได้และผู้เสีย แต่ถ้าสังคมเข้าใจว่าการปฏิรูปทั้งหมดจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมความเข้าใจก็น่าจะคลี่คลายมากขึ้นอย่างกรณีเรื่องของภาษีบ้านมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลถังแตกจึงพยายามที่จะรีดภาษีจากประชาขนซึ่งมันไม่ใช่ ทุกอย่างที่รัฐบาลทำนั้นเพื่ออนาคต สมมติว่าได้ข้อยุติธรรมและประกาศใช้แล้วกว่าจะมีผลบังคับใช้ก็ประมาณปี 2560 รัฐบาลปัจจุบันก็ไม่ได้นำเงินมาใช้เองเป็นเพียงการวางระบบไว้เท่านั้นเพราะประเทศไทยมีรายได้จากภาษี 18 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แต่รายจ่ายมีมากทำให้เราต้องกู้เงินและเป็นสาเหตุที่จะจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล หรืออย่างกฎหมายการเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชารัฐบาลไม่ได้มุ่งที่จะเก็บภาษีอย่างเดียว แต่กำลังแก้ปัญหาทั้งระบบให้โรงเรียนสามารถมีการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ ส่วนโรงเรวีนกวดวิชานั้นก็เป็นเรื่องเฉพาะของผู้ที่มีความพร้อมที่ต้องการที่จะเรียนเพิ่มเติมเท่านั้น







