
วท.ต่อยอดงานวิจัยนำสมุนไพรพัฒนาเครื่องสำอาง
กระทรวงวิทยาศาสตร์นำผลงานวิจัยมาพัฒนาเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง-อาหารเสริม
กระทรวงวิทยาศาสตร์นำผลงานวิจัยมาพัฒนาเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง-อาหารเสริม
เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 58 ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการ วท. เปิดเผยว่า วท.และหน่วยงานในสังกัด ได้นำผลงานวิจัยและพัฒนามาเพิ่มมูลค่าให้สมุนไพรไทย พร้อมขยายผลไปใช้ประโยชน์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง อาหารเสริม และยา หนุนผู้ประกอบการภาคเอกชน คาดมูลค่าส่งออกเครื่องสำอางจะเพิ่มถึง 2 หมื่นล้านบาท ลดการนำเข้าสารสกัดสมุนไพรได้ 2 พันล้านบาท และสร้างการจ้างงานในอุตสาหกรรม
“จากนี้ไปงานวิจัยจะไม่ถูกขึ้นหิ้ง จะเกิดการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์โดยมีมาตรฐานกำกับ ทุกวันนี้รัฐบาลพยายามอย่างยิ่งในการให้ข้อมูลความรู้ เชิญชวนเอกชนหันมาให้ความสนใจสร้างนวัตกรรมในการผลิตสินค้าและบริการ ซึ่งตอนนี้นับว่าเป็นโอกาสทอง ทั้งในเรื่องของการหักภาษีการวิจัยได้ถึง 300% การให้บุคลากรจากภาครัฐเข้าไปช่วย หรือเรื่องของห้องวิจัย ซึ่งทาง วท.และอีก 14 หน่วยงานยินดีที่จะทำงานร่วมกับเอกชน”นายพิเชฐกล่าว
นายพิเชฐกล่าวถึงความก้าวหน้าภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุญาตให้อาจารย์มหาวิทยาลัยหรือนักวิจัยของภาครัฐ สามารถทำงานร่วมกับเอกชนได้เต็มเวลา โดยล่าสุดมีบุคลากรกว่า 80 คนพร้อมผู้ช่วยอีกกว่า 40 คนกระจายตัวแล้ว ประกอบกับคำขอจากบริษัทเอกชนอีกกว่า 200 ตำแหน่ง
นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวว่า วว.มีโครงการสร้างโรงงานผลิตสารสกัดสมุนไพร ตามมาตรฐาน GMP/PICs โดยจะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้ภาค SMEs ซึ่งจะมีกระบวนการผลิต การพัฒนาต่อยอด ไปจนถึงรับรองตรวจสอบมาตรฐาน โดยจะดำเนินการในปี 2559
ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาเทคโนโลยี (นาโนเทค) กล่าวว่า ทางศูนย์ฯได้ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์แล้ว เช่น โลชั่นน้ำมันรำข้าวนาโน และ แป้งหอมศรีจันทร์ทานาคา เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องสำอางต้นแบบมาตรฐาน GMP ในระดับ Pilot Scale สำหรับทดลองการผลิตแก่ภาคเอกชนก่อนลงทุนผลิตในระดับอุตสาหกรรมจริง โดยจะพร้อมให้บริการประมาณ มิ.ย.59 แก่ผู้ประกอบการ SMEs และ OTOP ในรูปแบบ One-Stop Service
นายนเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) กล่าวว่า ทางศูนย์ฯได้สนับสนุนโครงการเทคโนโลยีชีวภาพเซรั่มน้ำยางพาราเพื่อพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากยางพาราส่วนน้ำใสที่ถูกทิ้งปีละกว่า 6 พันล้านลิตร สกัดจนกระทั่งได้สารออกฤทธิ์ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงผิวหนังกว่า 3 หมื่นตัน โดยที่ผ่านมามีภาคเอกชนรายย่อยและ SMEs สนใจนำสารสกัดไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สู่ตลาด ซึ่งกำลังการผลิตของโรงงานต้นแบบที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งในและนอกประเทศ
“TCELS ได้วางแผนขยายผลการผลิตสารสกัดยางพาราลงสู่ท้องถิ่น 4 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งนอกจากใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแล้ว ยังใช้ในอาหารเสริมทางการแพทย์ และเป็นสารตั้งต้นสำหรับยารักษาโรคมะเร็งได้อีกด้วย โดยได้สิทธิบัตรแล้วใน 4 ประเทศคือ ไทย, สิงคโปร์, จีน และอินโดนีเซีย จาก 8 ประเทศที่ยื่นจด”
นางเกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องสำอางและครองแชมป์อันดับหนึ่งในอาเซียนมานาน มีการส่งออกสู่ยุโรปมากว่า 30-40 ปี และเรายังมีผลิตภัณฑ์บำรุงผมเป็นอันดับที่ 1 และบำรุงผิวเป็นอันดับที่ 12 ของโลก ซึ่งประเทศอื่นพยายามเข้ามาช่วงชิงตลาด ดังนั้นการจะให้สินค้าไทยเป็นที่นิยมต้องเกิดการต่อยอดจากภาครัฐ
“สมุนไพรไทยนั้นมีอยู่กว่า 2 แสนตัว เราอยากใช้สมุนไพรของเราแต่ไม่มีหน่วยงานใดที่จะมากล่าวอ้าง ที่ผ่านมามีการทดลองค้นคว้าแต่เสร็จแล้วขึ้นหิ้งไม่มีการนำมาต่อยอด ประเทศเรามีบุคลากรที่เก่งมีความรู้เยอะแต่ความรู้เหล่านั้นไม่ถูกนำมาเผยแพร่ จึงนับว่าดีมากที่มีงานในลักษณะนี้”







