
วิกฤตพลังงานสกัด ศก.ญี่ปุ่น มรดกพิษ 4 ปี สึนามิ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
สภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างเข้มแข็งหลังต้องเซไปสักพักจากการปรับขึ้นภาษีการค้า (เซลส์แท็กซ์) โดยล่าสุดนักลงทุนให้ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจแดนปลาดิบมาก จนดัชนีนิกเกอิทะยานขึ้นทะลุ 18,000 จุด เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2007
เหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่ายุค “ทศวรรษที่หายไป” ของญี่ปุ่นกำลังจะจบลงในอีกไม่ช้าและถึงเวลาที่ลูกหลานซามูไรจะยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิในเวทีโลกอีกครั้ง ในฐานะประเทศที่เป็นหัวรถจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม ปัญหาการแบกรับภาระต้นทุนด้านพลังงานยังคงเป็นปัญหาสำคัญสำหรับญี่ปุ่นที่ไม่มีทรัพยากรมากนัก ทำให้ต้องนำเข้าพลังงานในปริมาณมหาศาลในฐานะปัจจัยการผลิตของประเทศ
ประเด็นพลังงานจึงมีความสำคัญถึงขั้นชี้เป็นชี้ตายเศรษฐกิจญี่ปุ่นเลยทีเดียว
วิกฤตขาดแคลนพลังงานของญี่ปุ่นเริ่มขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ หลังได้รับความเสียหายอย่างหนักจากคลื่นยักษ์สึนามิที่พัดถล่มชายฝั่งทางตอนเหนือเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2011 ส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วประเทศอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อตรวจสอบด้านมาตรการความปลอดภัยเพื่อรองรับภัยพิบัติในอนาคต
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องเพิ่มการนำเข้าพลังานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและถ่านหินสำหรับผลิตไฟฟ้า เพื่อทดแทนกำลังผลิตที่สูญเสียไปจากการปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ จนญี่ปุ่นเผชิญกับภาวะขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง
รายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (อีไอเอ) ระบุว่า หลังวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ญี่ปุ่นกลายเป็นผู้นำเข้าพลังงานฟอสซิล 100% และกลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงสหรัฐเท่านั้น ในปี 2012 ขณะเดียวกันญี่ปุ่นยังกลายเป็นผู้นำเข้าถ่านหินรายใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากจีนในปีเดียวกันอีกด้วย
อีไอเอยังระบุอีกว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากร ทำให้หากใช้ทรัพยากรภายในประเทศเพียงอย่างเดียว ญี่ปุ่นอาจผลิตพลังงานได้น้อยกว่า 15% ของความต้องการภายในประเทศในเบื้องต้น
ขณะนี้ความจำเป็นในการนำเข้าพลังงานทำให้ยอดขาดดุลการค้าของญี่ปุ่นในปี 2012 มากถึง 6.93 ล้านล้านเยน (ราว 1.86 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากเดิมในปี 2011 ที่ 2.56 ล้านล้านเยน (ราว 6.87 แสนล้านล้านบาท) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือยอดขาดดุลการค้าของญี่ปุ่นพุ่งขึ้นเกือบ 3 เท่า ภายในช่วงเวลา 1 ปีเท่านั้น
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เสี่ยงเงินฝืดกอปรกับกระแสเศรษฐกิจซบเซาหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2009 ภาวะขาดดุลการค้าจึงยิ่งกว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเศรษฐกิจญี่ปุ่นเสียอีก
อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวมาได้ 4 ปี เศรษฐกิจญี่ปุ่นส่งสัญญาณของความแข็งแกร่งอีกครั้ง โดยการเติบโตของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เมื่อไตรมาส 4 ปี 2014 ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้นถึง 0.4%
ขณะที่ยอดขาดดุลการค้าลดลงอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดลดลงมาอยู่ที่ 1.77 แสนล้านเยน เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากการส่งออกปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 17% ขณะที่การนำเข้าลดลง 9%
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องของการใช้นโยบาย “อาเบะโนมิกส์” ในการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ
ถึงกระนั้น การลดขาดดุลการค้ายังเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่เตี้ยต่ำลงในขณะนี้อีกด้วย โดยราคาน้ำมันดิบโลกดิ่งลงถึง 50% นับตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา และยังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 45-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ฉะนั้น หากเมื่อไหร่ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นอีกครั้ง ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าจะปรับสูงขึ้นภายในปีนี้ ญี่ปุ่นก็จะต้องเผชิญกับภาวะขาดดุลการค้าจากต้นทุนด้านพลังงานอีกครั้ง
แน่นอนว่ากรณีดังกล่าวจะกลายเป็นแรงฉุดเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้ถอยหลังลงคลอง และสุ่มเสี่ยงที่จะต้องตกสู่ภาวะเงินฝืดอีกครั้ง
ทางออกของญี่ปุ่นในขณะนี้คงหนี้ไม่พ้นการกลับมาเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อีกครั้ง เพื่อเป็นกำลังหลักในการผลิตไฟฟ้าทั่วประเทศ
ทั้งนี้ รัฐบาลอาเบะมีนโยบายชัดเจนที่จะกลับมาเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อีกครั้ง อย่างไรก็ตามรัฐบาลยังเผชิญกับแรงเสียดทานจากประชาชนจำนวนมากผู้ไม่ต้องการให้มีการใช้นิวเคลียร์ในญี่ปุ่นอีก จากภาพโศกนาฏกรรมอันเลวร้ายในอดีตที่ผ่านมา
ทั้งการทิ้งระเบิดปรมาณูของสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กวาดเมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิให้ราบเป็นหน้ากลองทั้งสองเมือง
ขณะที่อุบัติเหตุโรงไฟฟ้าฟูกุชิมาทำให้ชาวเมืองซึ่งอาศัยอยู่ใกล้เขตโรงไฟฟ้า 1.2 แสนคน ยังสามารถกลับเข้าไปพักอาศัยในเมืองได้
ในปัจจุบันยังพบว่าผู้เสียชีวิต 1,232 คน ในจังหวัดฟูกุชิมาเมื่อปีที่ผ่านมา มีสาเหตุการตายเกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมื่อปี 2011 ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าสาเหตุการตายจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ก็ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในที่สุด
แน่นอนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นก็มีความพยายามในการหาพลังงานทางเลือกเพื่อทดแทนนิวเคลียร์ด้วยเช่นกัน แต่ปัญหาหลัก คือ พลังงานทางเลือกไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ โดยกระทรวงเศรษฐกิจญี่ปุ่นเปิดเผยว่า รัฐบาลมีแผนจะเพิ่มสัดส่วนการนำพลังงานความร้อนใต้พิภพมาใช้เพิ่มขึ้นอีกเป็น 2 เท่า จากในปัจจุบันที่อยู่ที่ 520 เมกะวัตต์ ญี่ปุ่นจะเพิ่มให้ได้ถึง 850 เมกะวัตต์ ในปี 2030
ขณะเดียวกันก็จะเพิ่มการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำขึ้นอีก 350 เมกะวัตต์ เป็น 2,960 เมกะวัตต์ เช่นกัน
แต่ปัญหาสำคัญ ก็คือ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกไม่สามารถทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ได้ทั้งหมด
ฉะนั้น การชี้ชะตาเศรษฐกิจญี่ปุ่นต่อจากนี้ ก็ขึ้นอยู่กับเรื่องประเด็นพลังงานเป็นหลัก หากญี่ปุ่นสามารถกลับมาเดินเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ได้อีกครั้ง เศรษฐกิจแดนซามูไรก็จะค่อยๆ ฟื้นตัวตามลำดับ
ทว่า หากไม่สามารถเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ได้ ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม ประเด็นพลังงานจะกลายเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของญี่ปุ่น ไม่เฉพาะประเด็นปัญหาการหาแหล่งพลังงานสำหรับใช้ภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัญหาการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาพรวมอีกด้วย







