
ตื่นวิวาห์ 3 หนุ่มรักร่วมเพศไทย
เป็นช่วงเวลาระยะหนึ่งมาแล้วที่โลกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐตื่นตัวกับเรื่องสิทธิเท่าเทียมของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (แอลจีบีที) อย่างไรก็ตาม เพิ่งจะเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ปีที่แล้วนี้เองที่ศาลฎีกาสหรัฐมีมติเห็นชอบให้คู่รักร่วมเพศสามารถแต่งงานกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีสิทธิเท่าเทียมกับคู่รักต่างเพศ โดยกฎหมายดังกล่าวมีผลครอบคลุมใน 30 รัฐ จาก 50 รัฐของแดนพญาอินทรี
เป็นช่วงเวลาระยะหนึ่งมาแล้วที่โลกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐตื่นตัวกับเรื่องสิทธิเท่าเทียมของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (แอลจีบีที) อย่างไรก็ตาม เพิ่งจะเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ปีที่แล้วนี้เองที่ศาลฎีกาสหรัฐมีมติเห็นชอบให้คู่รักร่วมเพศสามารถแต่งงานกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีสิทธิเท่าเทียมกับคู่รักต่างเพศ โดยกฎหมายดังกล่าวมีผลครอบคลุมใน 30 รัฐ จาก 50 รัฐของแดนพญาอินทรี
ข่าวดังกล่าวนับว่าเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับชาวแอลจีบีทีและผู้สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ ทว่าแต่แล้วบรรดาชาวตะวันตกก็ต้องตื่นตะลึง เมื่อประเทศที่ยังไม่มีกฎหมายระบุเป็นลายลักษณ์อักษรเรื่องสิทธิเท่าเทียมของแอลจีบีทีอย่างไทย กลับแซงหน้าทั่วโลกไปแล้วในทางพฤตินัย ด้วยการมีชายรักร่วมเพศ 3 คนแต่งงานกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากก่อนหน้านี้ 3 สาวรักร่วมเพศจากรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐ ได้เข้าพิธีวิวาห์ไปเมื่อปีที่แล้ว และขณะนี้ก็กำลังตั้งตารอบุตรคนแรกของครอบครัวลืมตาดูโลกอยู่
สำนักข่าวเคเตอร์ส นิวส์ สื่ออิสระที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ รายงานว่า โจ๊ก เบลล์ และอาร์ต 3 หนุ่มชาวรักร่วมเพศใน จ.อุทัยธานี ได้จัดงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส เมื่อวันแห่งความรัก วันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา
สำนักข่าวดังกล่าวระบุว่า แม้ว่ากฎหมายไทยจะยังไม่ยอมรับการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกัน แต่ประเทศไทยก็นับว่าเป็นประเทศที่รับเรื่องสิทธิเท่าเทียมของชาวแอลจีบีทีได้ดีกว่าอีกหลายชาติในเอเชีย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ทั้ง 3 กล้าแต่งงานอย่างเปิดเผย
"ตอนนี้สังคมไทยเข้าใจเรื่องรสนิยมทางเพศดีขึ้น เพราะมีการแต่งงานของคนรักร่วมเพศให้เห็นหลายคู่ทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และโซเชียลมีเดีย เรารู้สึกว่าได้รับการยอมรับมากขึ้น" โจ๊ก กล่าว
ด้าน คริสเตียน นิวส์ เน็ตเวิร์ก เว็บไซต์ข่าวของผู้มีศรัทธาในศาสนาคริสต์ของสหรัฐ แสดงความเห็นว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่ชี้ว่า การยินยอมให้ชาวรักร่วมเพศแต่งงานกันได้นั้น เป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบแห่งนิยามการแต่งงาน ซึ่งเคยเป็นเรื่องระหว่างชายหญิง 2 คน โดยต่อไปนี้จำนวน "คู่แต่งงาน" จะเพิ่มได้เรื่อยๆ โดยไม่มีที่สิ้นสุด รวมถึงจะส่งผลกระทบต่อเด็กและสังคมอีกด้วย
ไมเคิล บราวน์ ผู้เขียนบทความดังกล่าวสรุปในตอนท้ายว่า "ผู้ที่ทลายกฎการแต่งงานที่พระเจ้าวางเอาไว้ ได้เปิดกล่องแพนดอร่าและปลดปล่อยความวุ่นวายออกมา" โดยกล่องแพนดอร่าในตำนานของทางตะวันตกคือ กล่องที่กักขังความชั่วร้ายต่างๆ เอาไว้
ทั้งนี้ ความเท่าเทียมทางเพศเป็นเครื่องบ่งชี้ประการหนึ่งที่เชื่อมโยงกับดัชนีการพัฒนามนุษย์ (เอชดีไอ) ขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งเป็นตัววัดและเปรียบเทียบความอยู่ดีกินดีมีมาตรฐานของคนในประเทศต่างๆ และดัชนีความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (จีซีไอ) โดยที่ยิ่งประเทศมีความเท่าเทียมทางเพศมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เจริญงอกงาม และมีเศรษฐกิจที่ดีมากขึ้นเท่านั้น







