
5 ความจริงต้องรู้ ก่อนไทย(ใกล้)เจอวิกฤตความมั่นคงพลังงาน
ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่ใกล้จะเข้าสู่ช่วงหน้าร้อน
โดย...ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร
ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่ใกล้จะเข้าสู่ช่วงหน้าร้อน จึงนับเป็นโอกาสที่ดีจากภาวการณ์และท่าทีที่ผ่อนคลายลงในสังคมจากประเด็นการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมที่คุกรุ่นมาหลายสัปดาห์ และก่อนที่รัฐบาลจะมีการตัดสินใจดำเนินการใดๆ ต่อไปนั้น ผมจึงอยากเผยแพร่ข้อมูล + ข้อเท็จจริงด้านความมั่นคงพลังงาน ที่คนไทยทุกคนควรได้รับรู้ 5 ข้อ ได้แก่
1.ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานสุทธิ ต้องขอย้ำกันอีกครั้งว่า ประเทศไทยของเราถือเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานเกินกว่าร้อยละ 57 ของความต้องการใช้โดยรวม และคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้ากว่าร้อยละ 70 นั้น ข้อเท็จจริงคือ เกือบครึ่งหนึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าจากเพื่อนบ้านประเทศพม่า และในรูปแบบก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่พบว่ายังมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับปริมาณสำรองที่มีประเทศที่ลดลงต่อเนื่องเช่นกัน
อนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกล หากประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้มีเพียงพอใช้ในประเทศ จากปัจจุบันที่มีมูลค่าสูงถึง 34,000 ล้านบาทต่อปี และยังไม่ได้รวมกับแผนการลงทุนขยายธุรกิจเพื่อสร้างท่าเทียบเรือและโรงเก็บ LNG
แน่นอนว่าการนำเข้า LNG ปริมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่องลักษณะนี้ จะเกิดผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนผลิตไฟฟ้า อนาคตคนไทยอาจจำเป็นต้องเจอกับวิกฤต ค่าไฟฟ้า “แพง” ถึง “แพงมาก” ซึ่งจะเกิดผลกระทบตั้งแต่ระดับสังคม จนถึงภาพรวมการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้
2.ประเทศไทยไม่ได้มีสำรองปิโตรเลียมเท่า “ซาอุดิอาระเบีย” ตลอดช่วงที่ผ่านมา เกิดการนำเสนอข้อมูลผ่านสังคมออนไลน์ต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจสับสนว่าประเทศไทยมีแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียม (น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) มากติดระดับโลก บางข้อมูลเลยเถิดไป เปรีบบเทียบว่าเราคือ “ซาอุดิอาระเบียแห่งอาเซียน” นั้น ไม่เป็นข้อเท็จจริงแม้แต่น้อย
ในความเป็นจริงจากข้อมูลรายงานที่เชื่อถือได้ในระดับโลกอย่าง BP Statistical Review of World Energy Outlook ระบุชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ได้มีการผลิตหรือปริมาณสำรองสูงเทียบเท่ากับประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยตัวเลขปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่พิสูจน์แล้ว ขณะนี้ประเทศไทยมีเหลือประมาณ 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือคิดเพียงร้อยละ 0.1 ของปริมาณสำรองทั่วโลก ขณะที่ซาอุดิอาระเบียมีปริมาณสำรองสูงถึง 287.8 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือมีมากกว่าไทยเป็นหลายเท่าตัว
ด้านปริมาณสำรองน้ำมันดิบของไทยที่บางส่วนในสังคมยังเชื่อว่าไทยมีมากมายนั้น แท้จริงแล้วประเทศไทยมีเหลือเพียง 400 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 0.02 ของปริมาณสำรองทั่วโลก เทียบไม่ติดฝุ่นกับซาอุดิอาระเบีย ที่มีสำรองน้ำมันสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกถึง 2.4 แสนล้านบาร์เรล
หากพิจารณาจากตัวเลขสำรองปิโตรเลียมดังกล่าว แทบไม่มีตรรกะใดๆ ที่จะอธิบายได้ว่าประเทศไทยจะมีสำรองปิโตรเลียมได้เทียบเท่า หรือใกล้เคียงกับประเทศซาอุดิอาระเบียเลย
3.สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าขาดความสมดุล พึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากเกินไป ข้อเท็จจริงด้านพลังงานที่คนไทยควรทราบอีกประการคือ สถานการณ์การใช้เชื้อเพลิงเพื่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบัน ขาดความสมดุลเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูงถึงเกือบร้อยละ 70 และแทบจะไม่มีประเทศใดในโลกที่พึ่งก๊าซธรรมชาติเพียงชนิดเดียว เพื่อการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงถึงเพียงนี้ โดยหลักการบริหารจัดการทางด้านเชื้อเพลิงที่ถูกต้องนั้น จำเป็นต้องมีการกระจายความเสี่ยง โดยกระจายสัดส่วนการพึ่งพาเชื้อเพลิงแต่ละชนิดให้มีความสมดุล
เพราะหากประเทศไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงมากเกินไปเรื่อยๆ อนาคตจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงทั้งในเรื่องของความมั่นคงและราคาอย่างเลี่ยงมิได้ โดยปัจจุบันต้นทุนเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยอยู่ที่ประมาณ 3.8 บาทต่อหน่วย แต่หากทางเลือกต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG จากต่างประเทศ ในปริมาณเพิ่มขึ้นเพื่อมาใช้ทดแทนหรือเพิ่มเติมในส่วนที่ในประเทศมีไม่เพียงพอ ต้นทุนจะสูงถึงประมาณ 5-6 บาทต่อหน่วย ซึ่งเท่ากับว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะต้องมีราคาสูงเท่าตัว
ดังนั้น จึงควรมีการพิจารณาทางเลือกเชื้อเพลิงอื่นๆ ในอนาคต เช่น ถ่านหินสะอาด เป็นต้น
4.กลไกราคาพลังงานของไทยถูกบิดเบือนโครงสร้างเป็นเวลานาน ข้อเท็จจริงหนึ่งที่ฝังรากลึกในสังคมไทยและอาจต้องใช้เวลาเพื่อสร้างความเข้าใจแก้ไขต่อเนื่อง คือ แท้จริงแล้วราคาพลังงานของไทยไม่สะท้อน
ต้นทุนจริง เพราะโครงสร้างราคาในอดีตถูกบิดเบือนให้มีราคาต่ำกว่าความจริงเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการใช้ที่สิ้นเปลืองและใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการใช้เชื้อเพลิงข้ามและผิดประเภท ซึ่งที่ผ่านมายังมีการอุดหนุนราคาพลังงานแทบทุกประเภท จึงส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคบางส่วน และผู้ค้าที่ต้องแบกรับภาระการอุดหนุนที่บิดเบือนนี้
ทางออกของปัญหานี้ จึงควรลดเลิกการอุดหนุนราคาพลังงานแบบครอบจักรวาล และใช้วิธีสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะกลุ่มแก่ผู้มีรายได้น้อยของสังคม เพื่อให้เกิดการใช้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษาต้นทุนพลังงานของประเทศให้อยู่ในระดับต่ำสุด รวมทั้งเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้พลังงานทุกกลุ่ม
ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้เริ่มส่งสัญญาณชัดเจนที่จะปรับโครงสร้างราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันได้มีทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งการทยอยปรับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม และก๊าซ NGV ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้ราคาเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวะตลาด
5.ประเทศไทยจะพบความเสี่ยงสูง หากพึ่งพาชาติอื่นด้านพลังงานมากไป ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องมีแหล่งพลังงาน เพื่อผลิตไฟฟ้าภายในประเทศ เพื่อให้สามารถยืนได้ด้วยขาของตนเอง เพราะการหวังพึ่งพาต่างประเทศมากเกินไปเป็นความเสี่ยง แม้ที่ผ่านมาประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว พม่า อาจจะยินดีขายไฟฟ้าให้แก่ไทยในตอนนี้
แต่ในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ขยายตัว มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ก็อาจต้องการนำไฟฟ้าไปใช้ในประเทศของตนเองมากกว่าการขายออกนอกประเทศ ซึ่งการจะตัดสินใจเลือกใช้เชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าในประเทศ จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องความมั่นคงและราคา ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศด้วยเช่นกัน
ดังนั้น แนวทางสำคัญคือ การเร่งรัดสำรวจ พัฒนาจัดหาแหล่งพลังงานในประเทศ อาทิ กระจายแหล่งเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าและลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ โดยเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินสะอาด การร่วมลงทุนธุรกิจพลังงานในต่างประเทศอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อความมั่นคงอย่างโปร่งใส รวมไปถึงแนวทางการตัดสินใจเดินหน้าให้มีกิจกรรมสำรวจปิโตรเลียมในประเทศเพิ่มเติม เป็นต้น







