
การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง
โดย...วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ
โดย...วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ
การเสริมสร้างให้วัฒนธรรมทางการเมืองไทยเอื้อต่อระบบการเมืองนั้น จำแนกลักษณะของการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่สำคัญเป็นเครื่องชี้วัดได้อย่างน้อย 3 ประการ คือ (อ้างอิง วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ การเมืองการปกครองไทย กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์ วี.เจ. พริ้นติ้ง 2544 หน้า 180)
1.การมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบต่อส่วนรวม (Public Responsibilities & Accountabilities) เป็นสิ่งที่สังคมการเมืองต้องการมาก โดยเฉพาะในสังคมการเมืองประชาธิปไตย ในเมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนเพื่อประชาชน โดยประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแบบนี้ยิ่งมีความสำคัญอย่างมากในการแสดงความรับผิดชอบต่อส่วนรวมเพราะเพื่อรักษาอำนาจ และใช้อำนาจอธิปไตยให้ได้อย่างต่อเนื่องนั้นเอง และมีความจำเป็นในการสร้างค่านิยมหรือวัฒนธรรมทางการเมืองที่เอื้อต่อระบอบประชาธิปไตยที่เน้นการมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบต่อส่วนรวมคือ 1.การยึดมั่นในความซื่อสัตย์ (Honesty) 2.การยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม (Merit System) 3.การยึดมั่นในหลักผลประโยชน์ส่วนรวม (Public Interests) 4.การยึดมั่นในความถูกต้อง (Correctism) 5.การแยกระหว่างทรัพย์สินสาธารณะกับทรัพย์สินส่วนตัว (Public and Private Properties)
ผู้เขียนเห็นว่า อย่างน้อยเครื่องชี้วัดทั้งห้าประการนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างค่านิยมรับผิดชอบต่อส่วนรวม อาจจะพิจารณาได้อย่างง่ายๆ ว่า หากประชาชนส่วนใหญ่และชนชั้นนำไม่ว่าจะประกอบอาชีพนักการเมืองหรือข้าราชการประจำก็ตาม สามารถแยกได้ว่าสิ่งใดคือทรัพย์สินของสาธารณะ (ของหลวง) และสิ่งใดคือทรัพย์สินส่วนตัว สังคมไทยก็จะไม่ต้องเผชิญกับปัญหาและวิกฤตต่างๆ
2.การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ (Political Consciousness of Scrutinizing) บทบาทของประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของผู้มีอำนาจรัฐเป็นผลมาจากประชาชนมีสำนึกของความรับผิดชอบต่อส่วนรวม มีจิตสำนึกประชาธิปไตย และมีบทบาทการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่เป็นปกติวิสัย
บทบาทการเข้ามีส่วนร่วมแบบอาศัยหลักการที่ว่าการมอบอำนาจอธิปไตยอันเป็นของประชาชนให้กับผู้แทนของประชาชนเพื่อไปใช้อำนาจแทนประชาชนนั้นมิใช่เป็นการมอบที่เบ็ดเสร็จ แต่เป็นการมอบอำนาจโดยเงื่อนไข กล่าวคือ หากผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจจากประชาชนแล้วใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริงย่อมมีสิทธิตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐดังกล่าวตลอดจนสามารถเรียกคืนได้ (Recall) ซึ่งสามารถจำแนกเครื่องชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ คือ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือประชาพิจารณ์ (Public Hearing) การออกเสียงประชามติ ตลอดจนการเลือกทั่วไป (Referendum) และการเรียกอำนาจคืน และการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ (Recall or Impeachment)
3.การเสริมสร้างค่านิยม “วัฒนธรรมการต่อสู้เพื่อความชอบธรรม” การใช้อำนาจรัฐโดยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น และการใช้อำนาจบริหารโดยผู้ดำรงตำแหน่งราชการไม่อาจที่จะละเลยเพิกเฉยหรือมองข้าม “ความชอบธรรม” (Legitimacy) คำว่า “ความชอบธรรม” นั้นมิได้หมายความเพียงเฉพาะ “ถูกต้องตามกฎหมาย” เท่านั้น แต่ยังหมายรวมกว้างไปถึง “การยินยอมพร้อมใจของประชาชน” (Popular Consensus) ซึ่งเกิดจากการที่ประชาชนเห็นชอบหรือให้ความยินยอม และมีความศรัทธาและเชื่อมั่นต่อการใช้อำนาจรัฐโดยผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งราชการ การยินยอมของประชาชนจะเกิดขึ้นได้เมื่อประชาชนเห็นว่าการใช้อำนาจดังกล่าวมีเหตุผล (Rationality) มีความเชื่อถือได้ (Reliability) มีความโปร่งใส (Transparency) และเพื่อประโยชน์สาธารณะ (Public Interests) ดังนั้นการใช้อำนาจรัฐของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ดี การใช้อำนาจบริหารของผู้ดำรงตำแหน่งราชการก็ดี จึงต้องสังวรในเรื่องความชอบธรรมควบคู่ไปกับความถูกต้องตามกฎหมาย
นอกจากการใช้อำนาจรัฐและการใช้อำนาจบริหารดังกล่าวข้างต้นแล้ว การได้รับความชอบธรรมหรือการเห็นพ้องร่วมกันของประชาชนยังครอบคลุมไปถึงการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งราชการอีกด้วย ดังนั้นหากประชาชนคนไทยเห็นว่าการเข้าสู่ตำแหน่งและการใช้อำนาจเป็นไปโดยมิชอบ คือปราศจากความเป็นเหตุผล ไม่มีความโปร่งใส ขาดความเชื่อถือและมิใช่เพื่อสาธารณประโยชน์โดยแท้ ประชาชนรวมทั้งนักการเมืองและข้าราชการประจำย่อมมีสิทธิคัดค้าน ต่อต้าน และต่อสู้ได้โดยชอบธรรมเพราะประชาธิปไตย คือ การมีรัฐบาลโดยการยินยอมของผู้ถูกปกครอง (Government by the consent of the governed) คงหนีไม่พ้นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนโดยเลือกผ่านผู้แทน (สส.)
เครื่องชี้วัดความเป็นประชาธิปไตยของค่านิยม การต่อสู้เพื่อความชอบธรรมมีดังนี้ 1. การเข้าชื่อร่วมกันคัดค้านโดยทำเป็นหนังสือเสนอต่อผู้มีอำนาจบังคับบัญชาสูงกว่า หรือองค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมาย 2.การรวมตัวกันเพื่อแสดงการคัดค้านโดยการชุมนุมประท้วง และการเดินขบวนอันเป็นพลังทางการเมือง และ 3.การต่อสู้ผ่านกระบวนการยุติธรรม คือ การฟ้องร้องผ่านศาล
ผู้เขียนเห็นว่าเครื่องชี้วัดทั้งสามประการนี้มีส่วนสำคัญยิ่งต่อการเสริมสร้างค่านิยมการต่อสู้โดยความชอบธรรมของประชาชน นักการเมืองและข้าราชการประจำมีวัฒนธรรมการต่อสู้โดยความชอบธรรมในฐานะที่เป็นพลเมืองที่รักความถูกต้องและความชอบธรรมดังกล่าว จะเป็นค่านิยมที่มีผลทำให้วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยมีลักษณะสอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย ที่ให้ความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นพื้นฐานนั่นเอง







