posttoday
ภาษีบ้าน

ภาษีบ้าน

10 มีนาคม 2558

ข่าวที่สร้างความหวาดวิตกและสับสนให้ประชาชนมากข่าวหนึ่งเวลานี้ น่าจะได้แก่ข่าวที่รัฐบาลจะออกกฎหมายมาจัดเก็บภาษีบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของประชาชน ว่าจะส่งผลกระทบต่อรายได้รายจ่ายและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างไร โดยเฉพาะคนชั้นกลางที่ดูเหมือนว่าจะตกเป็นผู้รับผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีนี้โดยตรง

ข่าวที่สร้างความหวาดวิตกและสับสนให้ประชาชนมากข่าวหนึ่งเวลานี้ น่าจะได้แก่ข่าวที่รัฐบาลจะออกกฎหมายมาจัดเก็บภาษีบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของประชาชน ว่าจะส่งผลกระทบต่อรายได้รายจ่ายและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างไร โดยเฉพาะคนชั้นกลางที่ดูเหมือนว่าจะตกเป็นผู้รับผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีนี้โดยตรง

สาเหตุที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก น่าจะเป็นเพราะเป็นกฎหมายจัดเก็บภาษีที่เก็บโดยตรงจากประชาชน ทำให้เกิดคำถามมากมายว่า รัฐบาลจะจัดเก็บภาษีในอัตราเท่าไร เพราะมีข่าวตั้งแต่จะเก็บร้อยละ 0.5 จากราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จนล่าสุดมีข่าวว่าจะจัดเก็บเพียงร้อยละ 0.1 และจะเก็บเพียงครึ่งเดียวก่อนใน 2 ปีแรก รัฐบาลจะยกเว้นไม่เก็บภาษีบ้านที่ราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท บ้างก็มีข่าวว่ารัฐจะจัดเก็บภาษีบ้านที่ราคาประเมินต่ำกว่า 3 ล้านบาท ในอัตราครึ่งหนึ่งของ 0.1% ส่วน 1 ล้านบาทหลังจะเก็บเต็ม 0.1% หรือมีข่าวว่ายังไม่ได้กำหนดอัตราไว้แน่นอนขณะนี้ โดยพิจารณาความเหมาะสมและข้อยกเว้นต่างๆ ก่อนเมื่อตัวกฎหมายออกมามีผลบังคับใช้แล้ว

ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องคือ กระทรวงการคลัง ควรจะชี้แจงออกมาให้ชัดเจน และหน่วยราชการอื่นหรือผู้บริหารระดับสูงของประเทศไม่ควรแสดงความคิดเห็นอื่นที่ขัดหรือแย้ง ไม่ตรงกับกระทรวงการคลังคงต้องมีอะไรก็น่าจะหารือกันเองเป็นการภายใน เพราะยังมีข่าวออกมาจากหลายแหล่ง หลายหน่วยงานประชาชนก็ยิ่งสับสน ไม่ทราบว่าควรจะเชื่อใครในยุคข่าวสารไซเบอร์อย่างทุกวันนี้

ความจริงในประเทศที่เจริญแล้วอย่างในสหรัฐอเมริกานั้น มีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินมานานแล้ว ลูกสาวผมคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในรัฐนิวยอร์ก เล่าให้ฟังว่า ที่นั่นเรียกภาษีบ้านร้อยละ 4-5% ของราคาประเมินของทรัพย์สิน ใครที่ไปกู้เงินสถาบันการเงินมาซื้อบ้านบางที่ เงินค่างวดที่จ่ายครึ่งหนึ่งเป็นการจ่ายคืนให้ธนาคาร ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นค่าภาษีทรัพย์สิน และเงินที่จ่ายภาษีนั้น เป็นรายจ่ายประจำที่สำคัญสำหรับคนที่มีบ้านที่ต้องจ่ายอยู่ทุกๆ ปี แม้แต่เมื่อจ่ายเงินกู้ผ่อนบ้านหมดแล้ว ก็ยังต้องจ่ายภาษีต่อไปตามปกติ

แต่คนที่นั่นถือว่าภาษีทรัพย์สินเป็นภาษีที่ต้องเสียตามปกติประเภทหนึ่ง ไม่มีใครต่อต้านคัดค้านยกเว้นจะคัดค้านเรื่องราคาประเมินของทรัพย์สินที่ท้องถิ่นจะประเมินใหม่ทุกปี เพื่อคำนวณเงินภาษีที่จะต้องจ่าย

คำถามคือทำไมเขาไม่คัดค้านการเก็บภาษีทรัพย์สิน ทั้งๆ ที่จัดเก็บในอัตราที่สูงมาก คำตอบที่ผมคิดคือ คนอเมริกันทราบว่ารัฐบาลเก็บภาษีแล้วจะเอาเงินที่เก็บได้ไปทำอะไร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของ
ผู้เสียภาษีเอง เช่น จ่ายให้โรงเรียนของรัฐ (Public Schools) วิทยาลัยท้องถิ่น (Community College) ห้องสมุด เงินเดือนข้าราชการท้องถิ่น สวนสาธารณะ และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน บริการสาธารณสุขและการจัดเก็บขยะมูลฝอย ตักหิมะในฤดูหนาว การป้องกันสาธารณภัย ถนนหนทางและบริการชุมชนอื่นๆ เช่น การกำจัดยุงและแมลงต่างๆ ในท้องถิ่น เป็นต้น

วิธีการคิดส่วนแบ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ จากเงินภาษีทรัพย์สินของประชาชนในแต่ละท้องถิ่น (ซึ่งจัดเก็บไม่เท่ากัน) คือการกำหนดอัตราส่วนแบ่งจากเงินภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายแต่ละประเภทแล้วเอามารวมกัน เพื่อกำหนดอัตราภาษีที่จะจัดเก็บจากประชาชนในท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่น

นอกจากชัดเจนว่า เงินภาษีที่จ่ายไปจะถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร แล้วรัฐบาลยังกำหนดหลักเกณฑ์การจัดเก็บอย่างชัดเจนด้วย เช่น การกำหนดอัตราการจัดเก็บตามวัตถุประสงค์ในการใช้ทรัพย์สินเพื่อวัตถุประสงค์ใดบ้าง เช่น การอยู่อาศัย การเกษตร การทำสำนักงาน อาคารพาณิชย์ ที่ดินว่างเปล่า ฯลฯ อาคารบางแห่งที่ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางศาสนาอาจได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งอัตราภาษีที่จัดเก็บจากทรัพย์สินแต่ละประเภทอาจไม่เท่ากัน แต่ทรัพย์สินประเภทเดียวกันจะถูกจัดเก็บในอัตราเดียวกันทั้งหมด

ในบางรัฐจะมีการคัดแยกอัตราการจัดเก็บลง 50% ให้แก่ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ไม่เก็บภาษีจากผู้พิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และไม่เก็บภาษีจากทหารผ่านศึกที่ซื้อบ้านเรือนที่อยู่อาศัยจากเงินบำเหน็จบำนาญที่ได้รับจากการไปราชการรับใช้ชาติ เป็นต้น

ที่เล่ามาทั้งหมด คืออยากให้เห็นว่า การจัดเก็บภาษีประเภทนี้มีรายละเอียดมากมาย ทั้งหลักเกณฑ์การจัดเก็บ อัตราการจัดเก็บ ข้อยกเว้นและเงื่อนไขอื่น ซึ่งจะต้องชัดเจนโปร่งใสและเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี และสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้เสียภาษียอมรับภาระภาษีที่จะต้องจ่ายตลอดชีวิตได้ นอกจากนั้นยังมีการกำหนดข้อยกเว้นต่างๆ ที่จะช่วยลดความวิตกกังวลคือผลกระทบจากภาระภาษีนี้ในระยะยาว เช่น การยกเว้นไม่เก็บภาษีถ้าวันหนึ่งกลายเป็นผู้พิการหรือไร้ความสามารถ หรือได้รับการลดอัตราภาษีลงมาครึ่งหนึ่ง เมื่อแก่เฒ่าชราลงไม่ใช่ต้องรับภาษีเต็มอัตราไปจนตายอย่างที่วิตกกังวลกัน เหมือนเมื่อมีข่าวว่าจะมีการเก็บภาษีทรัพย์สินในเมืองไทย

เพราะฉะนั้น รัฐบาลควรสื่อสารให้ชัดเจนว่าเงินภาษีที่จัดเก็บได้จะถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดบ้าง ผู้เสียภาษีจะได้รับผลประโยชน์อื่นใดคืนกลับมา แต่บอกว่าการเสียภาษีเป็นหน้าที่ของประชาชนเพื่อทำนุบำรุงประเทศชาติ น่าจะเพียงพอที่จะทำให้คนที่ไม่เคยเสียภาษีประเภทนี้เกิดความเข้าใจ เพราะปกติก็จ่ายภาษีเงินได้ทุกปีอยู่แล้ว

ถ้ารัฐบาลนั้นให้ข้อมูลด้านบวกแก่ประชาชนผู้เสียภาษี เหมือนรัฐบาลอเมริกันให้ข้อมูลกับชาวอเมริกาที่ต้องเสียภาษีทรัพย์สินร้อยละ 4-5% ผมว่าคนไทยก็พร้อมจะเสียภาษีร้อยละ 0.1-0.5 ได้เหมือนกัน

แต่ที่ผ่านมารัฐบาลบอกแค่ว่า การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างคนรวยกับคนจน เพื่อให้มีการนำที่ดินรกร้างว่างเปล่ามาใช้ประโยชน์ ให้ผู้ที่กว้านซื้อที่ดินเก็งกำไร ปล่อยที่ดินที่กักตุนไว้ออกมา เหตุผลประเภทนี้ดูเหมือนจะเป็นนามธรรมเกินไป คนไทยไม่เชื่อหรอกว่าคนรวยที่สามารถกักตุนที่ดินไว้จะบริหารภาษีไม่ได้ แต่คนชั้นกลางต่างหากที่จะต้องขายทรัพย์สินให้นายทุน เพราะไม่สามารถรับภาษีได้

ผิดถูกอย่างไรสุดแต่จะคิด แต่ผมเชื่อว่าคนไทยฉลาดและรักชาติไม่แพ้ฝรั่ง ถ้ารัฐบาลจะเก็บภาษีบ้าน โดยมีหลักเกณฑ์และรายละเอียดชัดเจน และชี้แจงประชาชนเห็นว่าจะได้รับผลประโยชน์คืนกลับจากรัฐในรูปแบบต่างๆ คืนกลับมา ฝรั่งรับได้ ไทยก็รับได้

ขออย่างเดียว อย่าบอกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเขาเก็บภาษีทรัพย์สิน ไทยก็ต้องเก็บบ้าง ให้ผ่านกฎหมายไปก่อนแล้วรายละเอียดจะตามมาภายหลัง เพราะรายละเอียดที่จะกำหนดนี่แหละครับ ทำให้เกิดความสับสนไม่สบายใจทุกวันนี้

"การจัดเก็บภาษีประเภทนี้ มีรายละเอียดมากมาย ทั้ง หลักเกณฑ์การจัดเก็บ อัตราการจัดเก็บ ข้อยกเว้นและเงื่อนไขอื่น ซึ่งจะต้องชัดเจนโปร่งใสและเป็นธรรมแก่ ผู้เสียภาษี"

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์