posttoday
การปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ (2)

การปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ (2)

10 มีนาคม 2558

แต่เดิมอังกฤษมีกฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้ง เริ่มจาก พ.ร.บ.ละเมิดบุคคล พ.ศ. 2404 (The 1861 Offences Against the Person Act) มีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการทำแท้ง 2 มาตรา ดังนี้

แต่เดิมอังกฤษมีกฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้ง เริ่มจาก พ.ร.บ.ละเมิดบุคคล พ.ศ. 2404 (The 1861 Offences Against the Person Act) มีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการทำแท้ง 2 มาตรา ดังนี้

มาตรา 58 หญิงทุกคนที่ตั้งครรภ์ จงใจกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้แท้งลูกโดยการใช้สารพิษ หรือสารอันตรายอื่น หรือใช้เครื่องมือใดๆ หรือวิธีการใดๆ และบุคคลผู้ใดก็ตามที่จงใจทำแท้งแก่หญิงใดก็ตาม ไม่ว่าหญิงนั้นจะตั้งครรภ์หรือไม่ โดยการให้สารพิษหรือสารอันตรายอื่น หรือใช้เครื่องมือใดๆ โดยเจตนา โดยให้เองหรือให้หญิงนั้นกระทำแก่ตนเอง เป็นความผิด และอาจถูกลงโทษโดยดุลพินิจของศาล ให้ถูกคุมขังตลอดชีวิต หรือตามที่กำหนด แต่ไม่น้อยกว่าสามปีหรืออาจถูกจำคุกเป็นเวลาไม่เกินสองปี โดยอาจต้องทำงานหนักหรือไม่ก็ได้ และอาจถูกแยกขังหรือไม่ก็ได้

มาตรา 59 บุคคลใดก็ตามกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายให้สารพิษหรือสารอันตราย หรือเครื่องมือใดๆ โดยจงใจให้เกิดการแท้งแก่หญิงใด ไม่ว่าหญิงนั้นจะตั้งครรภ์หรือไม่ อาจมีความผิดลหุโทษ อาจถูกลงโทษโดยดุลพินิจของศาล ให้ถูกคุมขังเป็นเวลาสามปี หรือจำคุกไม่เกินสองปี โดยอาจต้องทำงานหนักด้วยหรือไม่ก็ได้

บทบัญญัติตามกฎหมายนี้ ดูเผินๆ เหมือนจะห้ามทำแท้งโดดเด็ดขาด แต่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเห็นพ้องกันว่า การที่กฎหมายเขียนคำว่าโดย “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” แปลว่าการทำแท้งในบางกรณีอาจ “ชอบด้วยกฎหมาย” ก็ได้

ยังมีกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้ง คือ พ.ร.บ.คุ้มครองชีวิตทารก พ.ศ. 2472 มีบทบัญญัติห้ามทำลายเด็กที่อาจเกิดมามีชีวิตรอด เว้นแต่เป็นการกระทำโดยสุจริต เพื่อรักษาชีวิตแม่ กฎหมายดังกล่าวมีบทบัญญัติ มาตรา 1.1 บัญญัติว่า “ผู้ใดโดยเจตนาเพื่อทำลายชีวิตเด็กที่อาจเกิดมามีชีวิตรอด ด้วยการกระทำใดๆ ที่มุ่งให้เด็กเสียชีวิต ก่อนจะคลอดจากครรภ์มารดา เป็นความผิดทางอาญา ในข้อหาทำลายเด็ก มีโทษจำคุกตลอดชีวิต”

 “จะไม่มีบุคคลใดมีความผิดตามมาตรานี้ เว้นเสียแต่จะพิสูจน์ได้ว่า การกระทำที่เป็นเหตุให้เด็กเสียชีวิต จะมิได้กระทำไปด้วยเจตนาดี เพื่อมุ่งรักษาชีวิตของมารดาเท่านั้น”

จะเห็นว่า กฎหมายที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการทำแท้งที่มีอยู่ในขณะนั้นทั้งสองฉบับ เปิดช่องให้ทำแท้งได้อย่างจำกัด เพื่อมุ่งรักษาชีวิตของมารดาเท่านั้น ผู้ที่จะทำแท้งจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ในขณะที่ความต้องการยุติการตั้งครรภ์หรือทำแท้งมีอยู่อย่างกว้างขวาง แพทย์ที่จะให้บริการทำแท้งโดยเปิดเผยจึงแทบจะไม่ปรากฏ การทำแท้งในเวลานั้นจึงเป็นการทำแท้งเถื่อนแทบทั้งหมด และแน่นอนย่อมเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่มีอันตรายร้ายแรงถึงพิการ เช่น เป็นหมัน ท้องนอกมดลูก และถึงขั้นเสียชีวิต สร้างความ “คับแค้น” “กระอักกระอ่วน” “อึดอัด” และ “คับข้องใจ” ให้แก่หญิงจำนวนมาก และแก่แพทย์ที่ประสงค์จะช่วยเหลือหญิงผู้ตกทุกข์ได้ยาก

ในที่สุดก็เกิดแพทย์วีรบุรุษ คือ นพ.อเล็กซ์ บอร์น ซึ่งตัดสินใจ “ท้าทาย” กฎหมายด้วยการตกลงใจจะทำแท้งให้แก่เด็กหญิงอายุ 14 ปี ที่ตั้งครรภ์เพราะถูกข่มขืน โดย นพ.บอร์น โทรศัพท์แจ้งตำรวจล่วงหน้าเพื่อให้ตำรวจไปจับกุมดำเนินคดี ซึ่งตำรวจก็ไปจับกุมและส่งฟ้อง นพ.บอร์น ต่อศาล เพราะการทำแท้งกรณีนี้มิใช่เพื่อช่วยชีวิตมารดาตามที่กฎหมาย “เปิดช่อง” ให้กระทำได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2481

นับเป็นโชคดีของชาวอังกฤษที่ผู้พิพากษาในคดีนี้ คือ แม็คแนกตัน ได้ให้คำแนะนำแก่คณะลูกขุนว่า “ถ้อยคำในกฎหมายเหล่านั้น (ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ยุติการตั้งครรภ์เพื่อรักษาชีวิตมารดา) ควรตีความอย่างมีเหตุผล และถ้าแพทย์มีความเห็นบนพื้นฐานของข้อพิจารณาที่มีเหตุผล และด้วยความรู้อย่างพอเพียงว่าน่าจะเกิดความอับปางทางจิตใจ  ลูกขุนย่อมสมควรอย่างยิ่งที่จะพิจารณาว่าภายใต้สภาวะแวดล้อม และโดยความเชื่อที่สุจริตของแพทย์ที่ได้กระทำไป ย่อมเป็นการกระทำเพื่อมุ่งประสงค์ที่จะรักษาชีวิตของมารดา”

ในที่สุด นพ.อเล็กซ์ บอร์น ก็ได้รับการตัดสินให้ยกฟ้อง ซึ่งคำพิพากษานั้นมีผลสำคัญ คือ การขยายฐานการทำแท้งที่ถูกกฎหมาย ให้กระทำได้ครอบคลุมกรณีเพื่อ “สุขภาวะทั้งทางจิตใจและทางกายของมารดา”

ข้อต่อสู้สำคัญในคดีนี้และศาลเห็นพ้อง คือ หากเด็กผู้หญิงคนนั้นถูกบังคับให้ต้องอุ้มท้องต่อไปจนคลอด ย่อมทำให้เกิดความอับปางทั้งจิตใจและร่างกาย

ระบบกฎหมายในอังกฤษเป็นระบบคอมมอนลอว์ คำพิพากษาแต่ละกรณีจึงมีสถานะเป็นกฎหมายจากคำตัดสินคดีดังกล่าว ซึ่งเรียกกันว่า “คำพิพากษาคดีบอร์น พ.ศ. 2481” ทำให้การทำแท้งที่ถูกกฎหมายในอังกฤษขยายขอบเขตออกไป “โดยอัตโนมัติ” จากเดิมที่อนุญาตให้ทำได้เพื่อช่วยชีวิตมารดา เป็นกระทำได้เพื่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจของมารดา

คำพิพากษาคดีบอร์นเปิด “ช่องหายใจ” ให้แก่ทั้งหญิงและแพทย์ที่ต้องการทำแท้งให้กว้างขึ้น แต่ก็กว้างขึ้นไม่มากเท่าใดนัก เพราะในคดีบอร์นนั้นเอง กรณีที่นำไปสู่คำพิพากษาเกิดกับเด็กหญิงอายุ 14 ปีที่ถูกข่มขืน เป็นกรณีชัดเจนว่าย่อมนำไปสู่สภาวะที่เรียกว่า “การอับปางทางจิตใจ” ของเด็กหญิงที่มีอายุเพียงแค่นั้น

สถิติการทำแท้งในอังกฤษในปี 2555 ทั้ง 185,122 ราย เป็นหญิงโสดที่อยู่ตัวคนเดียวเพียง 25% เป็นหญิงโสดที่มีคู่ถึง 50% ที่แต่งงานแล้ว 16%

คำพิพากษาคดีบอร์นจึงเป็นความก้าวหน้าในเรื่องกฎหมายทำแท้งแค่ก้าวสั้นๆ เท่านั้น ปัญหาส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการแก้ไข หญิงจำนวนมากที่ต้องการหรือมีเหตุผลความจำเป็นในการทำแท้ง ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ การทำแท้งเถื่อนจึงยังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนจำนวนมาก และยังมีการเสียชีวิตปีละ 30-40 รายดังกล่าวแล้ว

ปัญหาเรื่องการทำแท้งในอังกฤษหลังคำพิพากษาคดีบอร์น ยังคงทำให้อังกฤษมีสภาพเป็นสังคม  “หน้าไหว้หลังหลอก” ผู้ที่มีฐานะดีมีเงินจ่ายมากพอสามารถไปใช้บริการในโรงพยาบาลได้อย่างปลอดภัย โดยปลอดภัยทั้งจากการทำแท้ง และสามารถปกปิดมิให้คนรู้ได้ด้วย แต่หญิงส่วนมากที่ต้องการทำแท้ง ยังต้องไปลักลอบทำแท้งกับหมอเถื่อน จึงยังมีความจำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมายถึงขั้น “ปฏิรูป"

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท