
ล้างเสื้อแดง สัญญาณรุนแรง
แม้แรงระเบิดหน้าศาลอาญาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจะไม่สร้างความเสียหายต่อตัวอาคารสถานที่เท่าไหร่
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
แม้แรงระเบิดหน้าศาลอาญาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจะไม่สร้างความเสียหายต่อตัวอาคารสถานที่เท่าไหร่ แต่อานุภาพของระเบิดลูกนี้กำลังจะส่งผลเสียหายต่อ“เสื้อแดง” รุนแรง
แน่นอนว่า ระหว่างนี้คงต้องรอกระบวนการไต่สวนหาข้อเท็จจริงที่จะชี้ชัดว่า เบื้องหน้าเบื้องหลังของเหตุการณ์ครั้งนี้โยงใยไปถึงใครบ้าง แต่เบื้องต้นกลุ่มคนคงยากที่กลุ่มเสื้อแดงจะปฏิเสธความเกี่ยวข้องได้ เมื่อผู้ก่อการที่ถูกจับกุมในที่เกิดเหตุ กำลังให้การซัดทอดไปยังคนเบื้องหลังแบบยกแผง
เริ่มตั้งแต่ ยุทธนา เย็นภิญโญ หน่ึ่งในผู้ต้องหาที่ได้รับบาดเจ็บถูกยิง 4 นัด ก่อนเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎซึ่งถือเป็นอีกฮาร์ดคอร์ทางการเมืองที่มีความคิดสนับสนุนเสื้อแดง
อีกทั้งเมื่อตรวจสอบบ้านพักพบสมุดบันทึก ซึ่งมีรายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์สมาชิกในกลุ่มเสื้อแดงและเครือข่ายกลุ่มฮาร์ดคอร์ รวมทั้งมีรายชื่อบุคคลสำคัญอีกจำนวนหนึ่ง แถมยังพบหลักฐานการติดต่อประสานงานกับกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งในเฟซบุ๊กและไลน์โดยยุทธนาใช้ชื่อว่า “องค์ดำ”
สอดรับกับคำสารภาพของ มหาหิน ขุนทอง อีกหนึ่งในผู้ต้องหาก่อเหตุปาระเบิด ซึ่งยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง โดยได้รับการว่าจ้าง 2 หมื่นบาท จาก “เดียร์” ซึ่งไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน ได้แต่ติดต่อผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ โดยมี “บิ๊ก” เป็นคนประสานงาน
ความสำคัญของ “เดียร์” อยู่ตรงที่เป็นหนึ่งในกลุ่ม “เสรีชน” ที่เคลื่อนไหวอยู่ในออสเตรเลีย โดยหวังว่าเมื่อเกิดเหตุแล้วจะเป็นเหตุให้สหประชาชาติเข้ามาตรวจสอบสถานการณ์ในประเทศไทย เชื่อมโยงกับ ใหญ่ พัทยา หนึ่งในสมาชิกกลุ่มเสรีชนที่เป็นผู้จัดการหาระเบิดให้
จากข้อมูลผ่านการซักถามมหาหินยังพบว่าเป็นผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงมาโดยตลอด และหนึ่งในเหตุผลการก่อเหตุนี้ มหาหิน ชี้แจงว่า เป็นการกระทำแบบนี้เป็นการต่อสู้อุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตย ต่อสู้เพื่อระบอบการปกครองแบบใหม่ ประกอบกับถูกข่มขู่เรื่องครอบครัว
อีกทั้ง ณัฏฐพัชร์ อ่อนมิ่ง แฟนสาวของมหาหิน ยังเคยทำงานเป็นการ์ดให้กับ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และรู้จักกับ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง
จากพยานแวดล้อมและการสืบสาวราวเรื่องของเจ้าหน้าที่ สะท้อนว่ายังมีกลุ่มเคลื่อนไหวเตรียมสร้างความปั่นป่วนต่อเนื่อง ที่สำคัญยังคาบเกี่ยวเชื่อมโยงกับกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่ไม่น้อย
ตอกย้ำข้อสังเกตก่อนหน้านี้ที่มีความพยายามเชื่อมโยงเหตุป่วนที่ผ่านมาว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นด้วยชนิดของระเบิด หรือวิธีการก่อเหตุ
ล่าสุดกับระเบิด RGD-5 ที่คล้ายกับเหตุป่วนก่อนช่วงรัฐประหาร เรื่อยไปจนถึงการตรวจพบระเบิด M 79 ที่บ้านพักของผู้ก่อเหตุ ล้วนแต่เป็นหลักฐานเชื่อมโยงที่ชัดเจนมากขึ้น
สอดรับกับที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ออกมาสรุปว่า ผู้ก่อเหตุครั้งนี้เป็นขบวนการเดียวกันกับเหตุระเบิดบริเวณทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม แต่อาจมีวิธีการและรูปแบบแตกต่างกันไปตามความชำนาญของแต่ละกลุ่ม
แต่ที่แน่ๆ เวลานี้กลุ่มคนเสื้อแดงหลายๆ คนคงต้องร้อนๆ หนาวๆ ห่วงว่าจะติดร่างแหถูกซัดทอด หรือเชื่อมโยงกับการก่อเหตุครั้งนี้หรือไม่ เพราะล่าสุดจากการออกหมายจับ 5 คน เริ่มพบการเชื่อมโยงไปถึงบุคคลต่างๆ
ที่สำคัญ บุคคลเหล่านี้ยังมีแผนเตรียมก่อการสร้างสถานการณ์รุนแรงในวันที่ 15 มี.ค. ด้วยการวางระเบิดในกรุงเทพมหานครอย่างน้อย 100 จุด ซึ่งทางณัฏฐพัชร์เตรียมจะเรียกประชุมกลุ่มในวันที่ 10 มี.ค. เพื่อเตรียมการก่อเหตุคลังแสง-หน่วยทหารในต่างจังหวัด เช่น จ.เชียงใหม่ และภาคอีสาน โดยจะใช้ผู้ก่อเหตุมาจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงมีแนวคิดจะก่อเหตุในสถานศึกษาและที่วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ของพระพุทธะอิสระ
การจับกุมผู้ก่อเหตุครั้งนี้จึงเป็นผลดีต่อการ “สกัด” ไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง และยังป้องปรามไม่ให้กลุ่มคนที่อยู่ในเครือข่ายต้องสงสัยออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ท่ามกลางการเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่
แม้ว่าจะเริ่มมีเสียงดักคอมาตั้งแต่ช่วงก่อนหน้านี้ว่าเป็นหนึ่งในความพยายามเชื่อม “ไล่บี้” กลุ่มคนเสื้อแดง หรือเป็นแผนป่วนที่จงใจทำเพื่อให้คงการประกาศกฎอัยการศึก ท่ามกลางบรรยากาศกดดันจากหลายฝ่ายให้ยกเลิก
แต่ด้วยพยานหลักฐานและคำให้การของผู้ก่อเหตุ ต่อจากนี้ กลุ่มเคลื่อนไหวก่อเหตุคงเคลื่อนไหวลำบากมากขึ้น เช่นเดียวกับเสื้อแดงที่ถูกซัดทอดที่จะมีชนักปักหลังยากจะเคลื่อนไหวใดๆ และหากมีคดีเก่าคงถูกไล่เช็กบิลรายตัวง่ายขึ้นในช่วงการประกาศใช้กฎหมายพิเศษเวลานี้
ยิ่งล่าสุดมีสัญญาณชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ประกาศกร้าว “ผมมั่นใจว่าทำได้ และผมจะไม่ยอมคนเลว และทุกวันนี้ก็ไม่ยอมอยู่แล้ว ถ้ายอมเลิกไปนานแล้ว นี่ไม่ยอม”
อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการจัดการกับคนเสื้อแดงในครั้งนี้ หลายฝ่ายมีการตั้งข้อกังขาอยู่หลายประการ อาทิ มีการถามนำผู้ต้องหาจากนายทหารให้โยงไปยัง พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทบ.และ ผบ.สส. ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมถึงตัวผู้ต้องหาที่ดูเหมือนกับว่าเป็นมือสมัครเล่นเกินไปไม่เหมาะกับทำงานใหญ่ ทำนองเป็นการจัดฉากสร้างเรื่องไม่ให้เกิดการเลือกตั้ง ซึ่งสอดคล้องกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า หากเกิดความขัดแย้ง จะไม่มีการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งประเด็นในทำนองว่าเป็นการสร้างกระแส เบี่ยงเบน ประเด็นปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้ารัฐบาล รวมทั้งประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ร้อนฉ่าอยู่หลายเรื่องด้วยกัน
ทั้งหมดนี้ต้องตามกันไม่กะพริบตา จากนี้การเมืองร้อนแรงขึ้นตามลำดับ







