
ควรลดดอกเบี้ยหรือยัง
ผมสนใจเรื่องโหราศาสตร์ จำได้ว่าช่วงเริ่มต้นศึกษาในปี 2549-2550 อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
โดย...ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
ผมสนใจเรื่องโหราศาสตร์ จำได้ว่าช่วงเริ่มต้นศึกษาในปี 2549-2550 อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งมีความรู้ด้านนี้มากบอกผมว่า ดร.เจษฎา โลหอุ่นจิตร ทำนายว่าจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงเวลาอีก 1 ปีเศษ คล้ายกับวิกฤตต้มยำกุ้ง
ดร.เจษฎาเรียนจบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐ และหลังเกษียณอายุได้จับเรื่องโหราศาสตร์อย่างเต็มตัว เว็บไซต์ของท่านมีผู้ติดตามอ่านจำนวนมาก
คำทำนายจึงไม่ธรรมดา
แม้ผมจะสงสัยขณะนั้นว่า ดร.เจษฎาอาจจะผสมความรู้ทางวิชาการเข้าไปด้วย แต่โอกาสที่จะเกิดวิกฤตน่าจะมีน้อยมาก เพราะประเทศไทยได้ปรับปรุงขบวนการบริหารจัดการหลายด้าน ระบบสถาบันการเงินแข็งแกร่งมากขึ้น หนี้ธุรกิจเอกชนก็ลดลงแยะ
ผลปรากฏว่าในปี 2551 เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด ผมเองเดินทางอยู่ในยุโรปในช่วงที่วิกฤตปะทุขึ้น ผมนึกถึงคำทำนายของ ดร.เจษฎา แต่ในช่วงแรกมิได้คิดว่าจะกระทบต่อประเทศไทยเท่าใดนัก
ต่อมาภายหลัง ปัญหาได้ลุกลามไปทั่วโลก แม้แต่ประเทศไทยก็ถูกกระทบหนัก จนกระทั่งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้นต้องตัดสินใจทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ สรุปแล้วคำทำนายเป็นจริงอย่างคาดไม่ถึง
เมื่อเดือน ม.ค.ปีนี้ ได้มีการจัดสัมมนาเศรษฐศาสตร์บวกกับโหราศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง ผมก็สนใจว่า โหราจารย์จะมีการเตือนเรื่องใดเป็นพิเศษหรือไม่ ปรากฏว่ามีโหราจารย์ท่านหนึ่งคือ อาจารย์ชูศักดิ์ จงธนะพิพัฒน์ ทำนายว่าอาจจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมาได้อีก
ผู้ที่ไม่เชื่อโหราศาสตร์อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นข้อมูลทางเศรษฐกิจบางอย่างที่คล้ายกัน ระหว่างก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งกับสถานการณ์ปัจจุบัน
หนึ่ง เงินทุนไหลเข้ากระตุ้นเศรษฐกิจ
ก่อนต้มยำกุ้ง มีเงินทุนไหลเข้าจำนวนมากในรูปของหนี้ต่างประเทศ กระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็นสภาวะฟองสบู่
ในครั้งนี้ถ้าย้อนเวลาไป 2-3 ปี จะเห็นว่ามีเงินทุนไหลเข้ามาจำนวนมากเหมือนกัน ถึงแม้จะปริมาณน้อยกว่า แต่แทนที่จะเข้ามาในรูปของหนี้ต่างประเทศ นักลงทุนสากลได้นำเงินเข้ามาแลกเป็นเงินบาทเพื่อลงทุนหาส่วนต่างดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตร ภาคธุรกิจที่ออกตราสารหนี้ระยะยาวสามารถใช้ประโยชน์จากเงินดังกล่าว โดยเฉพาะการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่กระจายไปหลายจังหวัด
สอง ดอลลาร์แข็งขึ้นมาก
ก่อนต้มยำกุ้ง ดอลลาร์สหรัฐได้แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องหลายปี ในครั้งนี้ช่วงเวลา 7-8 เดือน ตั้งแต่กลางปี 2557 ถึงปัจจุบัน ข้อมูลในนิตยสาร ดิอีโคโนมิสท์ แสดงว่าดอลลาร์ได้แข็งค่าขึ้นเหมือนกัน โดยเทียบกับค่าเฉลี่ยของสกุลเงินหลักของโลกที่มีการซื้อขายกันในตลาดเงินมากที่สุด 8 สกุลนั้น แข็งขึ้นไปแล้วกว่าร้อยละ 18 ข้อแตกต่างก็คือกรณีต้มยำกุ้งนั้น ดอลลาร์ผงาดแข็งขึ้นหนีสกุลอื่นๆ แต่ครั้งนี้สกุลอื่นๆ ใช้วิธีลดดอกเบี้ยและค่าเงินสามัคคีกันอ่อนลงหนีดอลลาร์
สาม เงินบาทแข็งขึ้นตามดอลลาร์
ก่อนต้มยำกุ้ง เงินเอเชียหลายสกุลผูกโยงกับดอลลาร์มากบ้างน้อยบ้าง ทำให้ค่าเงินเหล่านี้แข็งขึ้นตามดอลลาร์ เงินบาทก็มีสภาพเหมือนเป็นหางว่าวที่ลอยตามว่าวดอลลาร์ขึ้นไปด้วย กระทบส่งออก และนำไปสู่การลดค่าเงินบาทภายหลังการลอยตัว
ในครั้งนี้เงินบาทก็แข็งขึ้นเหมือนกัน โดยขณะที่ดอลลาร์แข็งขึ้นร้อยละ 18 นั้น เงินบาทอ่อนลงเทียบกับดอลลาร์เพียงร้อยละ 1.5 จึงทำให้เงินบาทแข็งขึ้นเทียบกับสกุลอื่นๆ ถึงร้อยละ 16-17
สี่ ปัญหาหนี้สูง
กรณีต้มยำกุ้ง กลุ่มที่มีหนี้สูงคือบริษัทขนาดใหญ่โดยเฉพาะรายที่กู้เงินเป็นสกุลดอลลาร์ พวกนี้ต้องขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินบาทที่ลดค่าลงกะทันหัน และหนี้สูงทำให้ฐานะธุรกิจอ่อน
แต่ในครั้งนี้มีกลุ่มหนี้สูงเหมือนกัน แต่เปลี่ยนจากภาคธุรกิจเป็นภาคครัวเรือน ส่วนหนึ่งเกิดจากการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยนโยบายประชานิยมของรัฐบาลก่อนที่เน้นการอุปโภคบริโภค และหนี้สูงทำให้ฐานะประชาชนอ่อน
ผู้อ่านคงยังไม่ต้องวิตกนะครับ ในด้านเศรษฐศาสตร์ผมคิดว่าความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตใหญ่ในขณะนี้ยังมีน้อย อาจจะมีความเครียดกระเพื่อมมาจากต่างประเทศเป็นระลอกๆ จากการเจรจาหนี้ในยุโรป หรือจากหนี้ของรัสเซีย แต่ฐานะของระบบการเงินของไทยอยู่ในสภาวะที่รับได้
อย่างไรก็ดี ผมอยากจะแนะนำให้ดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายลงอีก เพื่อรองรับสถานการณ์ดีขึ้น
การลดดอกเบี้ยจะช่วยทำให้เงินบาทอ่อนลงและช่วยการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 20 ของการส่งออกทั้งสิ้น ถ้าบาทอ่อนเกษตรกรก็จะได้รับเงินบาทสูงขึ้น เป็นการกระตุ้นกำลังซื้อต่างจังหวัดไปในตัว และไม่ต้องเสียเวลาตรวจสอบ ไม่ต้องกังวลเรื่องรั่วไหลอีกด้วย
นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยสูงได้กดดันเงินเฟ้อไทยลงต่ำมาก จนล่าสุดถึงขั้นติดลบ เงินเฟ้อติดลบอย่างนี้ไม่เอื้ออำนวยการลงทุนเอกชนครับ เพราะเอกชนเก็บเงินเฉยๆ ได้โดยไม่เสียหาย แต่ในสภาวะที่เงินเฟ้อเป็นบวก ธุรกิจจะขยันแสวงหาช่องทางลงทุนเอง เพราะถ้าอยู่เฉยๆ เงินจะมีมูลค่าลดลงทุกวัน
ผมขอแนะนำให้ศึกษาประเทศยุโรปที่อยู่นอกสกุลยูโร ล่าสุดมีสามประเทศแล้วที่แหวกแนวโดยใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ ถ้าแบงก์พาณิชย์ไม่ปล่อยกู้แต่กลับเอาเงินไปฝากกับแบงก์ชาติ นอกจากจะไม่ได้ดอกเบี้ยแล้ว จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้แก่แบงก์ชาติอีกด้วย นโยบายนี้ทำให้ค่าเงินอ่อนลงและเร่งการลงทุนเอกชนไปในตัว







