
วินาศกรรมทำเหตุลูกค้าประกันสนั่นเมือง
หลายเหตุการณ์ไม่เข้าข่ายการก่อการร้าย แต่เข้าข่ายการปล้นสะดม ความคึกคะนองของคนไม่กี่คน การฉวยโอกาส จะเข้าข่ายเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ต้องได้รับการชดใช้
หลายเหตุการณ์ไม่เข้าข่ายการก่อการร้าย แต่เข้าข่ายการปล้นสะดม ความคึกคะนองของคนไม่กี่คน การฉวยโอกาส จะเข้าข่ายเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ต้องได้รับการชดใช้
โดย...ทีมข่าวการเงิน
6เดือนแรกของปีนี้กำลังจะผ่านไป แต่ในวงการประกันภัยหลายกรณียังไม่อาจสรุปความเสียหายได้เสร็จสิ้น
โดยปีนี้ถือเป็นปีที่มีเหตุการณ์ “เพลิงไหม้” ที่สร้างความเสียหายครั้งใหญ่มาตั้งแต่ต้นปี
ตามมาด้วยเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่มีการเผาย่านเศรษฐกิจใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อคืนวันที่ 19 พ.ค. นำมาซึ่งความเสียหายครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปความเสียหายและชดเชยค่าสินไหมทดแทน
ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ระบุว่าเหตุการณ์ชุลมุนและเผาเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงถือเป็นภัยก่อการร้าย
หากธุรกิจใดไม่ได้ซื้อไว้จะไม่ได้รับความคุ้มครอง!!!
เมื่อตรวจสอบเหตุการณ์ความเสียหายจากการชุมนุม พบว่ามีเพียงห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โรงแรมดุสิตธานี ธนาคารกรุงเทพ ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารนครหลวงไทย ซึ่งตกเป็นเหยื่อในการเผาเมืองครั้งนี้เท่านั้นที่มีการทำประกันภัยก่อการร้ายไว้
โดยห้างเซ็นทรัลเวิลด์ที่ได้รับความเสียหาย 100% ซื้อความคุ้มครองความเสียหายด้านทรัพย์สิน 3,500 ล้านบาท กับบริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย และประกันธุรกิจหยุดชะงัก 6,147 ล้านบาท กับบริษัท เทเวศประกันภัย
ส่วนธนาคารกรุงเทพ ทางบริษัท กรุงเทพประกันภัย เปิดเผยว่า มีความเสียหายประมาณ 60 ล้านบาท
ธนาคารนครหลวงไทยเสียหาย 3 สาขา ธนาคารกสิกรไทยเสียหาย 1 สาขา
โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ทำประกันภัยวงเงิน 1,400 ล้านบาท ไว้กับบริษัท นวกิจประกันภัยและธนชาตประกันภัย แต่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการยิงอาวุธสงครามถูกตัวอาคารด้านห้องพักและบริเวณนอกอาคารชั้นล่าง รวมทั้งอาคารพาณิชย์ แต่ไม่มีเพลิงไหม้
สิ่งที่เป็นกระแสตามมาคือ ความตื่นตัวของกลุ่มธุรกิจ อาคารสำนักงาน โรงแรม โรงงาน โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า โกดังสินค้า โรงพยาบาล ธนาคาร โชว์รูม คลินิก และร้านค้า ที่หันมาทำประกันภัยกันมากขึ้น หลังจากเห็นความเสียหายที่ไม่อาจวางใจได้ เหมือนการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อเดือนที่ผ่านมา
ล่าสุดกรณีบริษัท ทีซีซี โฮลดิ้ง ซึ่งมีกลุ่มเจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้เตรียมซื้อประกันภัยก่อการร้ายและประกันจลาจล ให้บริษัทในกลุ่มทั้งหมดที่อยู่ในประเทศและอีก 16 ประเทศทั่วโลก หลังจากเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเสี่ยง
หรืออย่างกรณีของร้านค้าย่านสยามสแควร์และแยกราชประสงค์หลายแห่ง เริ่มสนใจที่จะทำประกันภัยจลาจลและก่อการร้ายพ่วงเข้ามาด้วย จากเดิมที่มีเพียงประกันอัคคีภัยอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ทาง คปภ. และบริษัทประกันวินาศภัย ยืนยันว่าจะไม่ทำให้ราคาเบี้ยประกันอัคคีภัยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น หากจะมีการปรับขึ้นก็อยู่ในช่วงที่ คปภ. กำหนดไว้ ซึ่งอยู่ระหว่าง 0.1-5% ของทุนประกันภัย ประชาชนสบายใจได้อีกด้านหนึ่ง ในขณะนี้อาคารหลายแห่งทำประกันภัยไว้ แต่ไม่ได้ระบุประเภทการก่อการร้ายหรือจลาจล เป็นช่องให้บริษัทประกันเลี่ยงการชดใช้ค่าเสียหาย จนสร้างความกังวลให้แก่ธุรกิจ
แหล่งข่าวจากสมาคมนายหน้าประกันภัย ระบุว่า ลูกค้าตัวเองส่วนใหญ่มีประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด หรือ IAR แต่ไม่มีประกันภัยก่อการร้าย ทำให้บริษัทประกันปฏิเสธที่จะจ่ายสินไหม เนื่องจากรัฐบาลประกาศว่าเหตุการณ์ชุมนุมครั้งนี้มีผู้ก่อการร้ายแฝงอยู่
อย่างไรก็ดี สมาคมนายหน้าประกันภัยมั่นใจว่าความเสียหายรวม 751 กรมธรรม์ ไม่เข้าข่ายภัยก่อการร้ายทั้งหมด เพราะถ้าซื้อประกันผ่านนายหน้าประกันภัยจะได้รับการเสนอกรมธรรม์ที่ครอบคลุมความเสี่ยงภัยทุกชนิด ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองกรณีไฟไหม้ การโจรกรรม การปล้นสะดม ความเสียหายที่เกิดจากเจตนาร้าย การนัดหยุดงาน การจลาจล เช่น ตู้เอทีเอ็มถูกทำลายและขโมยเงินไป โดยคนเพียง 2 คน ในพื้นที่ที่อยู่นอกเขตราชประสงค์ หรือไฟไหม้โดยที่ไม่ได้มีหลักฐานว่ามีผู้ก่อการร้ายเป็นผู้กระทำ
แม้ก่อนหน้านี้บริษัทประกันตกลงจะช่วยเหลือลูกค้าในย่านใจกลางเมือง ด้วยการจ่าย สินไหมการุณ ในอัตราไม่เกิน 10% ของทุนประกัน แต่สมาคมนายหน้าประกันภัยเห็นว่าลูกค้าที่เสียหายยังไม่ควรรับเงินก้อนนี้
“หลายเหตุการณ์ไม่เข้าข่ายการก่อการร้าย แต่เข้าข่ายการปล้นสะดม ความคึกคะนองของคนไม่กี่คน การฉวยโอกาส จะเข้าข่ายเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ต้องได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มวงเงิน แทนที่จะรับแค่ 3 หมื่นบาท หรือ 5 หมื่นบาท มั่นใจว่าหากมีการนำคดีขึ้นศาลและพิสูจน์ตามหลักประกันภัยสากล ลูกค้ามีโอกาสสูงในการชนะคดี”
แหล่งข่าวระบุว่า แม้รัฐบาลจะประกาศว่ามีการก่อการร้ายจริง แต่ไม่ได้บอกว่าทุกความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากการก่อการร้าย ดังนั้นการที่ คปภ. เหมารวมว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดจากการก่อการร้ายนั้นไม่ถูกต้อง จะทำให้ผู้เอาประกันภัยไม่ได้รับความเป็นธรรม และยังจะสร้างบรรทัดฐานที่ไม่น่าเชื่อถือกับธุรกิจประกันภัยไทย ซึ่งเงินช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยไม่ได้เป็นประเด็นสำหรับบริษัทประกันภัย
ขณะนี้รัฐบาลกำลังส่งคดีไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เพื่อตีความว่าเป็นการก่อการร้ายหรือไม่ ฉะนั้นยังต้องรอให้ดีเอสไอสรุปออกมาก่อน
ไม่เฉพาะนายหน้าประกันภัยเท่านั้นที่มองประเด็นนี้ บริษัทประกันวินาศภัยก็ได้ให้ความสำคัญกับเกณฑ์ประกันภัยสากลเช่นเดียวกัน ซึ่งขณะนี้ชมรมสินไหมในชุดของคณะอนุกรรมการทรัพย์สินกำลังนำหลักการสากลมาใช้ในการพิจารณาเรื่องเวลาที่ลูกค้าได้รับความเสียหาย สถานที่ของทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ รูปแบบของภัยที่เกิดขึ้น เพราะหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังมีการประกาศยุติการชุมนุม และรัฐบาลประกาศว่ายึดคืนพื้นที่ได้แล้ว
โดยหากลูกค้าที่ซื้อประกันภัย IAR ไว้ หากพิสูจน์ออกมาแล้วว่า ไม่ใช่เกิดจากภัยก่อการร้ายจะได้รับเงินชดเชยเต็มที่ เช่น ซื้อความคุ้มครองไว้ 20 ล้านบาท ก็จะได้รับชดเชย 20 ล้านบาท ไม่ใช่แค่ 5 หมื่นบาท หรือ 3 หมื่นบาท
อีกทั้งบริษัทประกันวินาศภัยจะได้รับความน่าเชื่อถือในแง่ความเป็นมืออาชีพทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะถ้าปฏิบัติถูกต้องตามเกณฑ์สากลสามารถที่จะไปเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยต่างประเทศได้ 100%
แต่ข้อเสียคือ จะต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงออกไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งยังไม่มีใครตอบได้ว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ แต่ถ้าเฉพาะลูกค้าที่ซื้อประกันอัคคีภัยสามารถจ่ายสินไหมการุณได้ทันที เพราะความคุ้มครองไม่ซับซ้อน
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ผลจากไฟไหม้ครั้งใหญ่ทั้งจากภาวะปกติและความไม่สงบทางการเมือง ยังไม่ทำให้ประชาชนทั่วไปหรือผู้ประกอบการหันมาซื้อประกันอัคคีภัยและประกันภัยก่อการร้ายเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขอย่างชัดเจน แต่จะทำให้เกิดการตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นมากกว่า
“ประชาชนยังขาดความเข้าใจในประโยชน์ของประกันภัย และมองว่าเป็นภาระในการจ่ายเบี้ยประกันภัย ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงดังกล่าวไม่ได้เกิดบ่อย และไม่ได้กระจายไปทั่วพื้นที่ของประเทศไทย” แหล่งข่าวระบุ
จะมีเพียงผู้ประกอบการรายใหญ่ที่จะหันมาซื้อประกันที่คุ้มครองความเสี่ยงครอบคลุมทุกชนิด ขณะที่อัตราเบี้ยประกันภัยก่อการร้ายจะค่อยๆ ปรับลดลง เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นและความสงบเริ่มเข้ามาแทนที่







