posttoday
ชำแหละวิกฤตคอร์รัปชันไทยสุดท้ายรัฐสูญเปล่า-ไร้คนรับผิดชอบ

ชำแหละวิกฤตคอร์รัปชันไทยสุดท้ายรัฐสูญเปล่า-ไร้คนรับผิดชอบ

09 มีนาคม 2558

ย้อนรอย 3 โครงการมหากาพย์คอร์รัปชั่นของไทยที่สุดท้ายไม่มีผู้รับผิดชอบทำรัฐเสียหายอย่างสูญเปล่า

ย้อนรอย 3 โครงการมหากาพย์คอร์รัปชั่นของไทยที่สุดท้ายไม่มีผู้รับผิดชอบทำรัฐเสียหายอย่างสูญเปล่า

เมื่อวันที่  9 มี.ค.ที่ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้จัดงานรำลึก 100 ปี ชาตกาล อ.ป๋วย อึ้งภากรณ์ พร้อมจัดงานประชุมเชิงวิชาการนานาชาติ เรื่อง "วิกฤตคอร์รัปชันไทยกับการต่อสู้ของภาคพลเมือง" ภายในงานมีการวิเคราะห์โครงการมหากาพย์โกงและการพัฒนาการของการทุจริตคอร์รัปชันที่ฉุดประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤต เช่น โครงการการก่อสร้างโฮปเวลล์ โครงการทุจริตบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน และโครงการรับจำนำข้าว โดยมีตัวแทนนักวิชาการและสื่อสารมวลชน รวมเวทีชำแหละเบื้องหลังเบื้องลึกของโครงการ

มหากาพย์โกงรัฐ-โฮปเวลล์ ไร้คนรับผิดชอบ  

สำหรับโครงการก่อสร้างโฮปเวลล์ ประสงค์  เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผอ.สถาบันอิศรา  กล่าวย้อนปัญหาการทุจริตโครงการในอดีตว่า กรณีปัญหาการก่อสร้างโฮปเวลล์ ซึ่งอันเก่ารื้อไม่ได้ทำให้ต้องสร้างเลนคู่ขนานกับโฮปเวลล์จนเกิดความเสียหายและค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล อีกทั้งต้องเสียค่าโง่จำนวนมาก รวมถึงโครงการดอนเมืองโทลล์เวย์ บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน สมุทรปราการ นั่นก็แสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมแย่มาก เพราะไม่มีการจับกุมกระทำผิดมาดำเนินคดี  ข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับโครงการคลองด่านไม่ถูกดำเนินคดี มีเพียงนายวัฒนา อัศวเหม เท่านั้นถูกดำเนินคดี และทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถดำเนินการจับกุมได้ ทั้งมีภาพทั้งข่าวลูกหลานและเครือญาติไปเยี่ยมในต่างประเทศ

นอกจากนี้ยังมีการโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่ารัฐไม่ได้เงินคืนแน่นอน เพราะมีการทุจริตกว่า 6 แสนล้านบาท สร้างความเสียหายจำนวนมาก ทั้งนี้เชื่อว่าโครงการต่างๆ ที่นักการเมืองทำนั้น ได้คิดมานานแล้ว  อย่างคดีในปัจจุบันอย่างสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น พบว่ามีการทุจริตเช่นกัน จากข้อมูลพบว่า จำนวนสมาชิกกว่า 5 หมื่นราย มีนอมินี ที่ทำหน้าที่ยกมือออกคะแนนเสียงเลือกประธานสหกรณ์ฯ กว่า 1 ราย เป็นการล็อบบี้กัน ส่วนที่เหลือก็เป็นสมาชิกที่เข้ามาสมัครกับสหกรณ์ฯตามข้อกำหนดกำระเบียบของสหกรณ์ฯ

"ทางแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เราไม่ต้องแก้กฎหมาย หรือรอวิสัยทัศน์ หากเราต้องการขอให้เปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการต่างๆจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้เปิดเผยความจริง ใครไม่เปิดหรือไม่ให้ข้อมูลสั่งปลด มอบเป็นนโยบายรัฐมนตรี ในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาไม่รู้ทำได้เปล่า นอกจากนี้เราต้องตัดเส้นทางการเงินและธนาคารทุกแห่งจะต้องไม่สนับสนุนการคอร์รัปชัน หรือไม่ปล่อยกู้ให้กับโครงการนั้นๆ ไม่งั้นก็เป็นเพียงลิเกฉากหนึ่ง" ประสงค์ กล่าว

ชำแหละวิกฤตคอร์รัปชันไทยสุดท้ายรัฐสูญเปล่า-ไร้คนรับผิดชอบ

ด้าน รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวว่า  กรณีโฮปเวลล์ ถือเป็นโครงการดี แต่ต้องมาหยุดชะงักลงเนื่องจากพบความทุจริต อีกทั้งคนไทยกำลังจะลืมว่ามีการก่อสร้างโฮปเวลล์ สุดท้ายดันเกิดถล่มพังลงมาจนกลับมาเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนอีกครั้ง การก่อสร้างในครั้งนั้นใช้งบประมาณกว่า 8 หมื่นล้านบาท แต่ไม่สามารถดำเนินการเอาผิดกับใครได้  อีกทั้งปัจจุบันมีการสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ-รังสิต การก่อสร้างก็ต้องลำบากมากขึ้นเพราะต้องสร้างคู่ขนานไปกับโฮปเวลล์เดิม เนื่องจากยังไม่สิ้นอายุคดีความทำให้ต้องเกิดปัญหามากมาย แน่นอนอำนาจของนักการเมืองสมัยก่อนเซ็นเอกสารทุจริตเองคนเดียวได้

ช่วงหลังมีการปรับเปลี่ยนโครงการต่างๆ ต้องผ่านครม.ทำให้เกิดการทุจริตกว้างขึ้นไปอีก ยิ่งทำให้มีการโกงกินมากขึ้น แม้เงินเดือนนักการเมืองจะเยอะแค่ไหนก็ไม่สามารถหยุดการทุจริตได้  ถ้าไม่คิดทุจริตเอง ทั้งหมดเตือนใจไว้โครงการดังกล่าวล้วนข้องเกี่ยวกับการคอร์รัปชันทั้งนั้น

"วันนี้ถ้าเราไม่ทำอะไรให้ยั่งยืน ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในเดือนก.พ.ต้นปีหน้านั้น ก็ถือว่าไม่สามารถป้องกันการเกิดคอร์รัปชันได้เลย  ถือว่าดีมากสำหรับโครงการโฮปเวลล์ ที่ยังทิ้งทิ้งซากคอร์รัปชันไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็นว่ามีการโกงกันเกิดขึ้นเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว" รศ.ดร.ต่อตระกูล ระบุ

โกงหมื่นล้าน "บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน" รัฐสูญเปล่า

ขณะที่ รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวว่า สำหรับโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน สมุทรปราการ คดีความยังไม่จบสุดท้ายแล้วเป็นอย่างไรต้องติดตาม สำหรับคดีคลองด่านต่างจากโฮปเวลล์ คนไม่รู้ว่าโครงการดังกล่าวตั้งอยู่ที่ไหน  หากไปสมุทรปราการให้สังเกตตรงไหนที่มีต้นไม้อุดมสมบูรณ์ที่สุดนั่นคือ บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน โดยถ้านั่งเรือออกไปแล้วมองเข้ามาจะเห็นชัดเจน นับเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานสำหรับคดีคลองด่าน 

สมัยนั้นเขตสมุทรปราการถูกศึกษาว่ามีปัญหาเรื่องมลพิษ จึงมีการให้บริษัทต่างชาติเข้ามทำการศึกษาเรื่องการควบคุมมลพิษสุดท้ายคือการจัดสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย สุดท้ายได้รับอนุมัติจาก ครม. ปี 2538 สุดท้ายมีเพียงบริษัทเดียวที่มีโอกาสเข้ามาก่อสร้าง และมีการขอเพิ่มงบจากหมื่นกว่าล้านเป็นสองหมื่นกว่าล้านบาท นั่นคือการดำเนินโครงการ  นอกจากนี้ยังมีการจัดหาที่ดินประมาณ 2 พันไร่ เพื่อใช้สร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย เดิมพื้นที่ดังกล่าวจะทำสนามกอล์ฟแต่ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่าไม่สามารถทำได้ จากนั้นมีความพยายามจะใช้ที่ดินจุดนี้สร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย บนเนื้อที่กว่า 2 พันไร่มีที่สาธารณะด้วย

อย่างไรก็ตามยังมีผลประโยชน์ทับซ้อน คือมีผู้ถือหุ้นเป็นตระกูลเดียวกับนักการเมืองหลายพรรค  เช่นเดียวกับพื้นที่บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านแท้จริงใช้ประโยชน์ได้ 500 ไร่ เท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่รกร้าง  เหนือสิ่งอื่นใดยังมีเรื่องผลกระทบกับประชาชนไม่มีการศึกษาผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อม จนเกิดข้อถกเถียงกัน ปัญหาคอร์รัปชันลามไปหมดแม้แต่ใบอนุญาตยังโกงกัน รวมถึงข้อถกเถียงทางกฎหมาย   กระทั่ง ปี 2546 มีการตรวจสอบและมีการสั่งยุติโครงการในรัฐบาลสมัยนั้น  จนมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน คดีนี้อยู่ที่ศาลฎีกา

ชำแหละวิกฤตคอร์รัปชันไทยสุดท้ายรัฐสูญเปล่า-ไร้คนรับผิดชอบ

ดาวัลย์ จันทรหัสดี ตัวแทนชุมชนคลองด่าน  กล่าวว่า เดิมประกอบอาชีพค้าขาย วันหนึ่งมีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ว่าจะมีการสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ ทั้งที่พื้นที่ตรงนั้นไม่มีโรงงานไม่มีน้ำเสีย  โดยมารู้ที่หลังว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันจากนักการเมืองที่หิวกระหาย ทางชุมชนพยายามต่อสู้ทุกรูปแบบ

"นอกจากนี้ยังพบว่า ตอนนั้น บริษัท อักษรย่อต่างๆ กว่า 5-6  แห่ง เช่น  N V P S K G มีการแบ่งเค้กผลประโยชน์อย่างชัดเจน โดยแบ่งหน้าที่กันทำงานโดยทั้งหมดรวมกันทำงานหรือการทำแบบเหมารวม  กรณีเช่นนี้อย่าปล่อยให้มีการจ้างงานแบบเหมารวมเพราะไม่งั้นจะเกิดปัญหาตามมาแน่นอน”

ดาวัลย์ ยังชี้มุมมืดของโครงการดังกล่าวอีกว่า คลองด่านคือโครงการนโยบายการโกงกิน และมองว่า ชาวบ้านขัดขวางความเจริญในพื้นที่ ทั้งที่ละแวกบ้านไม่มีน้ำเสียเลย การวางท่อมีการโกงกิน และการควบคุมการก่อสร้าง บริษัทที่ปรึกษา เป็นกลุ่มเดียวกันทั้งหมด

ดาวัลย์ กล่าวอีกว่า  ชาวบ้านต่อต้านการดำเนินการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียมาโดยตลอด ภายหลังการเรื่องยุติ สุดท้ายรัฐมีการปล่อยให้คดีความหมดอายุ ถือว่าเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตไหม และทำไมทนายของรัฐไม่ทำหน้าที่ฟ้อง แต่กรมควบคุมมลพิษกลับจ้างทนายความเอกชนดำเนินการฟ้องร้องเอง  การต่อสู้ก็เพื่อรักษาทรัพย์กรธรรมชาติไว้ให้กับกรุงเทพมหานคร

"ไม่มีความกลัวใดเหนือการจะปกป้องที่ดินไว้ให้ลูกหลานเรา เพราะตอนนี้ป่าชายเลนบริเวณบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านสมบูรณ์มาก"ดาวัลย์ระบุ

ยกหลักฐานมัดทุจริตจำนำข้าวใช้อวิชาโกง

นิพนธ์ พัวพงศกร  สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย อธิบายความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ดว่า เป็นการคอร์รัปชั่นในการระบายข้าวว่า จากผลการศึกษาโครงการรับจำนำข้าวปี 2254-2557 เป็นโครงการแทรกแซงตลาดข้าวไทยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยรัฐบาลใช้เงิน 9.85 แสนล้านบาท ซื้อข้าว 54.4 ล้านตัน  ทำให้เกิดการขาดทุนกว่า 5.43-6.6 แสนล้านบาท  ซึ่งนโยบายจำนำข้าวก่อให้เกิดประโยชน์น้อยกว่า ต้นทุนและความเสียหายจากการแทรกแซงตลาด  ชาวนาและโรงสีที่เข้าร่วมโครงการและไม่ได้เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเห็นว่ามีการทุจริตในโครงการค่อนข้างสูง และมีการทุจริตในทุกระดับของการดำเนินงาน โดยมูลค่าความเสียหายในการทุจริตการระบายข้าว 0.84-1.11 แสนล้านบาท เป็นการทุจริตจากการระบายข้าว 7.8 หมื่นล้านบาท และการทุจริตจากข้าวหาย 3.2 หมื่นล้านบาท

"หลักฐานสำคัญที่พบว่ามีการทุจริตในการระบายข้าวกับผู้บริหารนโยบายคือ รัฐบาลบริหารแบบขาดความรับผิดชอบ ไม่ทำบัญชีระบายข้าวให้พรรคพวกแบบลับๆในราคาที่ต่ำกว่าตลาด ไม่ใส่ใจกับข้าวที่หายไปจากโกดังกลาง และการปิดบังข้อมูลปล่อยให้ค่าใช้จ่ายในโครงการบานปลาย ซึ่งโครงการจำนำข้าวมีต้นทุนทางธุรกรรมสูงมาก มีความซับซ้อนและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก มีการทุจริตทุกขั้นตอนตั้งแต่การจดทะเบียนเกษตรกร การส่งข้าวเข้าโกดัง การแอบขโมยข้าวในโรงสีไปขายก่อนการรมยา  อีกทั้งยังถูกเซอร์เวย์เยอร์เรียกเงินค่ารับข้าว และการลักลอบขนข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาโดยอาศัยอิทธิพลนักการเมือง" นิพนธ์ กล่าว

นิพนธ์ ยังกล่าวอีกว่า โครงการจำนำข้าวเป็นอาชญากรรมไร้เจ้าทุกข์ คู่ทุจริตต่างได้ผลประโยชน์ร่วมกัน มีผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น นักการเมืองท้องถิ่นยอมให้เกษตรกรจดทะเบียนเกินจริงแลกกับคะแนนเสียง รวมถึงการใช้อำนาจรัฐมนตรีขายข้าวให้พรรคพวก และปิดบังข้อมูล ถือว่าอิทธิของนักการเมืองเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ต้องยอมรับว่า การทุจริตมีตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

นิพนธ์  ตั้งข้อสังเกตถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่ามีการขายข้าวได้อย่างไร แก่ใคร แต่ละวิธีขายข้าวอะไรราคาและปริมาณเท่าไร มีการขายข้าวเก่าจากโครงการจำนำก่อนปี 2554 เท่าไร ให้ใครบ้าง แล้วใครนำข้าวใหม่จากโครงการขายให้พ่อค้าส่งออกข้าวนึ่ง และหาคุณภาพข้าวต่ำมาคืนที่หลัง อีกทั้งคุณภาพข้าวในโกดังที่ต่ำกว่ามาตรฐานเกิดจากอะไร แล้วใครต้องรับผิดชอบส่วนนี้ ส่วนตัวยังเชื่อว่าอนาคตต่อไปจะมีนโยบายเกี่ยวกับเกษตรกรอีกแน่นอน ดังนั้นตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังยังไม่สามารถจับมาได้โดยเฉพาะนักการเมือง เลือกตั้งกี่ครั้งก็ทุจริตได้ทุกเวลา

"รัฐบาลควรฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์เท่าใด ผลขาดทุนโครงการดังกล่าวที่ออกมากว่า เกือบ 6 แสนล้านบาทนั้น เพราะเป็นเป็นส่วนที่อุดหนุนชาวนาเป็นนโยบายที่ชอบ ที่จริงแล้วความเสียหายประมาณการเบื้องต้นคือ 2.3 แสนล้านบาท  อีกทั้งยังเจตนาบิดเบือนและปกปิดข้อมูลของโครงการ โดยเฉพาะการค้าข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจี ทู จี ปล่อยให้ขาดทุนทุกขั้นตอน"

นิพนธ์  ยังชำแหละการโกงข้าวข้าวให้ฟังอีกว่า หลักฐานเชื่อมโยงการทุจริตในการระบายข้าว พบพิรุธหลายอย่าง เช่นการไม่เปิดเผยผลตรวจข้าวในโกดัง การปิดข้อมูลการส่งออกของบริษัทพรรคพวก ใบสั่งจ่ายข้าวไม่ระบุราคาและมูลค่า รวมถึงวิธีการกองข้าวในโกดังไม่ถูกต้องตามระเบียบ ส่อเจตนาปล่อยให้มีการทุจริต

ชำแหละวิกฤตคอร์รัปชันไทยสุดท้ายรัฐสูญเปล่า-ไร้คนรับผิดชอบ

เปรียบ "ทักษิณ" มีลักษณะตรงข้ามป๋วย อึ้งภากรณ์

ด้าน เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า  อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ คือต้นแบบของความซื่อสัตย์  มีการส่งเสริมใช้เงินงบประมาณอย่างประหยัดมีประสิทธิภาพ ควบคุมและตรวจสอบได้ อาจารย์ป๋วยทำอะไรจะใช้ความรู้และปัญญาในการดำเนินการ  อาจารย์ป๋วยไม่เคยฝืนกลไกตลาดและทำตามความจริงของสังคมและโลก รวมถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งสอดคล้องกับที่ อ.นิพนธ์ พูดนั้นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามกับอาจารย์ป๋วยทั้งหมด

"ส่วนโครงการรับจำนำไม่ใช่การรับรับจำนำแต่เป็นการซื้อที่ข้าวแพงซึ่งไม่มีใครทำ รวมถึงการทำการค้าผูกขาดโดยรัฐ รัฐเป็นคนดำเนินการเอง เอกชนหันมาหากินกับนโยบายรัฐบาลมารับวิ่งเต้น อีกทั้งเรื่องของโครงการนั้นมีความยั่งยืนหรือไม่  ถือเป็นอวิชาของคนชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ" เจิมศักดิ์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท