
ค่าธรรมเนียมของกองทุนรวมไทย ต่ำไปเพื่ออะไร
การลงทุนในกองทุนรวมนั้น มีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยดูรายละเอียดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สาเหตุอาจเกิดจากนักลงทุนไม่รู้ตัวว่าค่าธรรมเนียมเหล่านี้เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายในการลงทุน เพราะบางส่วนได้ถูกหักออกจากมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน หรือไม่ทราบว่าจะหาข้อมูลส่วนนี้จากที่ใด หรืออาจเห็นว่าไม่ได้มีผลกระทบอะไร เพราะค่าธรรมเนียมเหล่านี้เก็บอัตราที่ต่ำ หรืออาจจะเป็นนักลงทุนประเภทที่ไม่เคยดูข้อมูลอะไรเลย เพราะถือว่าฝากชีวิตส่วนนี้ไว้กับผู้จัดการกองทุนแล้ว โดยค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมมีหลากหลายประเภท แต่ละประเภทมีความสำคัญและส่งผลกระทบอย่างไรต่อนักลงทุนรายย่อย วันนี้เราจะมาคุยกัน
การลงทุนในกองทุนรวมนั้น มีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยดูรายละเอียดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สาเหตุอาจเกิดจากนักลงทุนไม่รู้ตัวว่าค่าธรรมเนียมเหล่านี้เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายในการลงทุน เพราะบางส่วนได้ถูกหักออกจากมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน หรือไม่ทราบว่าจะหาข้อมูลส่วนนี้จากที่ใด หรืออาจเห็นว่าไม่ได้มีผลกระทบอะไร เพราะค่าธรรมเนียมเหล่านี้เก็บอัตราที่ต่ำ หรืออาจจะเป็นนักลงทุนประเภทที่ไม่เคยดูข้อมูลอะไรเลย เพราะถือว่าฝากชีวิตส่วนนี้ไว้กับผู้จัดการกองทุนแล้ว โดยค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมมีหลากหลายประเภท แต่ละประเภทมีความสำคัญและส่งผลกระทบอย่างไรต่อนักลงทุนรายย่อย วันนี้เราจะมาคุยกัน
ค่าธรรมเนียมส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่บริษัทจัดการลงทุนเรียกเก็บจากนักลงทุน ซึ่งแต่ละกองทุนอาจกำหนดให้มีหรือไม่มีก็ได้ เช่น ค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุน (Front-end fee) ซึ่งผู้ถือหน่วยลงทุนจะต้องจ่ายเมื่อซื้อหน่วยลงทุน และค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (Back-end fee) ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมที่หักจากจำนวนเงินที่ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับเมื่อมีการขายคืนหน่วยลงทุน นอกจากนี้ ยังมีค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่มีการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนและการโอนหน่วยลงทุน เป็นต้น
ค่าธรรมเนียมอีกส่วนจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของกองทุนรวม ที่เรียกว่า ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management fee) จะถูกกำหนดให้แตกต่างกันแล้วแต่นโยบายการลงทุนของแต่ละกอง เช่น กองทุนรวมตราสารทุนที่บริหารจัดการยุ่งยากซับซ้อนกว่า ก็จะคิดค่าธรรมเนียมนี้สูงกว่ากองทุนรวมตราสารหนี้ที่บริหารง่ายกว่า นอกจากนี้ ยังมีค่าธรรมเนียมนายทะเบียน (Registrar fee) ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ (Trustee fee) ค่าสอบบัญชีกองทุน (Audit fee) และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะรวมกันเรียกว่า อัตราส่วนค่าใช้จ่าย (Expense ratio) โดยนำเงินจากทรัพย์สินของกองทุนรวมมาจ่าย นั่นหมายความว่า ต้นทุนค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนลดลง
จากรายงาน Global Fund Investor Experience ของมอร์นิ่งสตาร์ ที่จัดทำในปี 2556 ได้จัดอันดับกองทุนรวมในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งในส่วนของค่าธรรมเนียมและอัตราส่วนค่าใช้จ่าย หากประเทศใดค่าธรรมเนียมต่ำจะได้คะแนนสูง ซึ่งประเทศไทยได้เกรด A- เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมต่ำเป็นอันดับ 3 จาก 24 ประเทศทั่วโลกที่ทำการสำรวจ และเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน ไทยมีค่าธรรมเนียมต่ำที่สุด ซึ่งโครงสร้างราคานี้ถูกกำหนดมาให้เป็นไปตามนิสัยคนไทยที่ชอบของถูก ทำให้บริษัทจัดการลงทุนแต่ละที่ไม่กล้าขึ้นอัตราค่าธรรมเนียมเหล่านี้ เพราะกลัวจะขายไม่ได้ จึงพยายามลดต้นทุน และเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ หรือในอีกแง่กองทุนรวมอาจไม่มั่นใจว่าจะสามารถทำผลการดำเนินงานให้ดีได้ จึงไม่กล้าชาร์จเยอะ
ลองมาพิจารณาดูว่า ต้นทุนค่าธรรมเนียมต่ำเป็นประโยชน์กับใครบ้าง แน่นอนนักลงทุนได้ประโยชน์ส่วนหนึ่ง แต่ค่าธรรมเนียมที่ต่ำคงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญเดียวที่นักลงทุนพิจารณา เพราะยังหวังผลตอบแทนที่สูงควบคู่กันด้วย ดูจากค่าสถิติจะพบว่า แม้ไทยจะมีค่าธรรมเนียมต่ำสุดในอาเซียน แต่ผลการดำเนินงานไม่ได้ดีที่สุด แสดงว่าแม้ว่ากองทุนต้นทุนต่ำจะมีแต้มต่อในการสร้างผลการดำเนินงานให้ออกมาดี แต่ไม่เพียงพอ ผู้จัดการกองทุนต้องมีแรงผลักดันในการสร้างสรรค์ผลการดำเนินงานให้โดดเด่นด้วย
ในส่วนของบริษัทจัดการลงทุนได้อะไรจากค่าธรรมเนียมที่ต่ำ อาจจะสามารถรักษาฐานลูกค้าบางส่วนได้ แต่ในทางกลับกันกองทุนอาจสูญเสียโอกาสต่างๆ มากมาย ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย โดยจากผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ผู้เขียนมีส่วนร่วมได้แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทยนั้นมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าธรรมเนียมในระดับต่ำ จึงเป็นโอกาสสำคัญของกองทุนรวมของไทยที่จะสามารถปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการจัดการและอัตราส่วนค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ของนักลงทุนไทยมากนัก เพราะแม้คนไทยจะชอบของถูก แต่ก็พอที่จะรู้ว่าของถูกอาจเป็นของคุณภาพไม่ดี
ดังนั้น ในการเลือกลงทุนคนส่วนใหญ่จึงไม่ได้คัดเลือกลงทุนในกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำที่สุด แต่จะพิจารณาถึงผลการดำเนินงานเป็นสำคัญ ว่ากองทุนใดจะสามารถให้ผลตอบแทนกับตนได้มากกว่ากัน ซึ่งหากมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงขึ้น บริษัทจัดการลงทุนสามารถนำไปใช้จ่ายในการบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์กับกองทุน เช่น เพิ่มการประชาสัมพันธ์โฆษณากองทุนให้มากขึ้น พัฒนาสื่อต่างๆ ให้นักลงทุนได้เข้าถึงข้อมูลกองทุนของตน และยังสามารถจ้างผู้จัดการกองทุนที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารจัดการกองทุนได้ ดังนั้น จะสามารถส่งผลให้กองทุนสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลวิจัยที่พบว่ากองทุนที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมสูงกว่าจะมีผลการดำเนินการที่ดีกว่า
จึงอยากฝากไว้ว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมกองทุนรวมหลังจากการเปิดเสรีอาเซียน คงมิใช่การแข่งที่ค่าธรรมเนียมที่ต่ำ แต่เป็นการแข่งขันที่ผลการดำเนินงานของกองทุน จึงมีความจำเป็นที่อุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทยจะต้องพัฒนาให้พร้อมรับการแข่งขันในระดับภูมิภาค ส่วนผู้ลงทุนนอกเหนือไปจากมูลค่าหน่วยลงทุนแล้ว ควรคำนึงถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุน นโยบายการลงทุน ผลการดำเนินงานย้อนหลัง จรรยาบรรณ และความสามารถของบริษัทจัดการลงทุน เพื่อการตัดสินใจเลือกกองทุนรวมที่เหมาะสม







