posttoday
เม็ดเงินล้นโลกแล้ว ‘โอกาส’ อยู่ที่ไหน? (ตอนที่ 1)

เม็ดเงินล้นโลกแล้ว ‘โอกาส’ อยู่ที่ไหน? (ตอนที่ 1)

09 มีนาคม 2558

คุณผู้อ่านหลายท่านคงทราบดีแล้วว่า ทั้งปี 2558 นี้ สภาพคล่องทางการเงินของโลกเราจะสูงขึ้นอีกเป็นอย่างมาก หรือพูดง่ายๆ ว่าจะมีเม็ดเงินไหลบ่าเข้ามายังเศรษฐกิจโลกเป็นจำนวนมหาศาล ด้วยมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินของหลายๆ ประเทศ ดังนั้นเพื่อให้คุณผู้อ่านได้เห็นภาพและ “โอกาส” ที่อาจจะเกิดขึ้น ผมจึงขออธิบายเป็นข้อๆ ดังนี้

คุณผู้อ่านหลายท่านคงทราบดีแล้วว่า ทั้งปี 2558 นี้ สภาพคล่องทางการเงินของโลกเราจะสูงขึ้นอีกเป็นอย่างมาก หรือพูดง่ายๆ ว่าจะมีเม็ดเงินไหลบ่าเข้ามายังเศรษฐกิจโลกเป็นจำนวนมหาศาล ด้วยมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินของหลายๆ ประเทศ ดังนั้นเพื่อให้คุณผู้อ่านได้เห็นภาพและ “โอกาส” ที่อาจจะเกิดขึ้น ผมจึงขออธิบายเป็นข้อๆ ดังนี้

หนึ่ง มหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกมีใครบ้าง? และใหญ่แค่ไหน?

หากพูดถึง “มหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก” เราพอจะลำดับได้ตามขนาดของเศรษฐกิจ ซึ่งในที่นี้จะใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เป็นตัวเลขอ้างอิงดังนี้ คือ 1.สหรัฐอเมริกา มีขนาดประมาณ 17 ล้านล้านดอลลาร์ 2.จีน 9 ล้านล้านดอลลาร์ 3.ญี่ปุ่น 5 ล้านล้านดอลลาร์

ในขณะที่โลกนี้ทั้งใบมีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 74 ล้านล้านดอลลาร์ และกลุ่มการค้าที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ กลุ่มยูโรโซนมีขนาด 13.5 ล้านล้านดอลลาร์ คราวนี้เราลองเรียงลำดับเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจโลกจะพบว่า

สหรัฐอเมริกา มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่มากๆ คือประมาณ 25% หรือ 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจโลก

กลุ่มยูโรโซน รองลงมา ประมาณ 20% หรือ 1 ใน 5 ของเศรษฐกิจโลก

จีน มาเป็นที่ 3 ประมาณ 12% ของเศรษฐกิจโลก

และญี่ปุ่น มาเป็นที่ 4 ประมาณ 7% ของเศรษฐกิจโลก

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า หากประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ๆ เกิดมีปัญหาทางเศรษฐกิจขึ้นมาก็จะพลอยฉุดให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง หรือถึงกับมีปัญหาตามไปด้วยก็เป็นได้

สอง เมื่อสหรัฐใช้มาตรการ QE แล้ว “รอด”

ในปี 2551 สหรัฐอเมริกาต้องประสบกับปัญหาจากหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ และได้ก่อให้เกิดหนี้จำนวนมหาศาลในภาคครัวเรือน จากวิกฤตเศรษฐกิจซับไพรม์ (Subprime Crisis) หรือที่คนไทยมักจะเรียกกันว่า วิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์

ในครั้งนั้นรัฐบาลอเมริกาและธนาคารกลางต่างรู้ดีว่า วิธีที่จะทำให้เศรษฐกิจกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้คงต้องใช้วิธีอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปในระบบเสียก่อน โดยมาตรการดังกล่าวมีชื่อว่า “มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (Quantitative Easing-QE)” หลังจากนั้นก็มีการอัดฉีดเม็ดเงินครั้งมโหฬารเข้าสู่ระบบด้วยกัน 3 ครั้งจนเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้ในที่สุด ดังนี้ คือ

QE1 ในปี 2551-2553 ใช้เม็ดเงินไป 2.1 ล้านล้านดอลลาร์

QE2 ในปี 2553-2554 ใช้เม็ดเงินไป 0.6 ล้านล้านดอลลาร์

QE3 ในปี 2555-2557 ใช้เม็ดเงินไป 4.5 ล้านล้านดอลลาร์

หลังจากการอัดฉีดเงินเข้าในระบบกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นปริมาณเงินประมาณเกือบครึ่งหนึ่งขนาด GDP ของสหรัฐอเมริกาเอง ตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาก็เริ่มดีขึ้น เช่น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจากเกือบ 0% โตขึ้นเกือบ 3% อัตราการว่างงานที่สูงถึงกว่า 10% ก็ลดต่ำลงจนต่ำกว่า 6% ในปัจจุบัน

ทุกวันนี้อาจกล่าวได้ว่า สหรัฐอเมริกาได้รอดพ้นจากวิกฤตทางเศรษฐกิจแล้ว และยังเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในปี 2558 นี้

สาม กลุ่มยูโรโซนเริ่มใช้มาตรการ QE แบบ “จัดเต็ม” ตามอเมริกา

กลุ่มยูโรโซนที่มีอยู่ด้วยกันเกือบ 20 ประเทศ มีปัญหาดั้งเดิมมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำหลังจากที่เข้าไปเป็นสมาชิกของกลุ่มยูโรโซน ทำให้หลายๆ ประเทศนำนโยบายประชานิยมและการบริโภคที่เกินตัวมาใช้ นำไปสู่ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ตามมาด้วยปัญหาคนว่างงาน และสภาพเงินฝืดที่ทำให้ผู้คนไม่กล้าใช้จ่ายเงิน และเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในที่สุด

ธนาคารกลางของกลุ่มยูโรโซนจึงใช้มาตรการ QE ในรูปแบบที่แตกต่างจากสหรัฐอเมริกา ด้วยเม็ดเงินจำนวนไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของปัญหาที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินที่เล็กน้อยเหล่านี้ก็ไม่สามารถเข้ามาแก้ปัญหาของกลุ่มยูโรโซนไปได้ ในขณะเดียวกันกลุ่มยูโรโซนก็ได้เห็นพัฒนาการและประสิทธิผลของการทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากมาตรการ QE ของสหรัฐอเมริกา จนทำให้ในปี 2558 สหรัฐอเมริกาสามารถรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจได้ และเศรษฐกิจของอเมริกาเองก็กลับมาเติบโตได้อย่างแท้จริง

สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างและเป็นปัจจัยที่สำคัญที่มีผลต่อธนาคารกลางของกลุ่มยูโรโซน และได้ทำให้ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งนี้ต้องตัดสินใจทุ่มเม็ดเงินใหม่จำนวนมหาศาลเข้าพยุงเศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซน

เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางของกลุ่มยูโรโซนได้สร้างความประหลาดใจให้แก่ตลาดเงินโลก โดยการประกาศมาตรการ QE หรือการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยมีมูลค่าสูงถึง 60,000 ล้านยูโร (ประมาณ 70,000 ล้านดอลลาร์) ต่อเดือน เป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 19 เดือน

แต่ถ้าหากตัวเลขทางเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น มาตรการดังกล่าวก็สามารถที่จะต่ออายุได้ไม่จำกัดจนกว่าเศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซนจะดีขึ้น นั่นคือการอัดฉีดเม็ดเงิน 70,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาททุกเดือนนับแต่นี้เป็นต้นไปจนกว่าเศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซนจะดีขึ้น

ยังมีตอนที่ 2 ซึ่งเป็นตอนจบ อย่าลืม...ติดตามนะครับ โชคดีในการลงทุนครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท