
แก้ให้ถูกจุด
แม้ในช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลออกมาตรการในระดับที่เข้มข้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศเกือบ 3 ล้านรายทั่วประเทศ ซึ่งมีการจ้างงาน 11.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 80.4% ของการจ้างงานนอกภาคเกษตรผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยผ่อนปรนเพื่อเสริมสภาพคล่อง สินเชื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักร สินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจัดหาช่องทางตลาดใหม่ๆ รวมถึงการจับคู่ธุรกิจหวังเพิ่มศักยภาพการทำธุรกิจของเอสเอ็มอี
แม้ในช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลออกมาตรการในระดับที่เข้มข้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศเกือบ 3 ล้านรายทั่วประเทศ ซึ่งมีการจ้างงาน 11.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 80.4% ของการจ้างงานนอกภาคเกษตรผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยผ่อนปรนเพื่อเสริมสภาพคล่อง สินเชื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักร สินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจัดหาช่องทางตลาดใหม่ๆ รวมถึงการจับคู่ธุรกิจหวังเพิ่มศักยภาพการทำธุรกิจของเอสเอ็มอี
ล่าสุด กระทรวงการคลังได้ออกมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีชุดใหญ่ เพื่อกระตุ้นให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงินของรัฐ อาทิ การนิรโทษกรรมภาษีให้เอสเอ็มอีที่ขอสินเชื่อจากโครงการรัฐ ไม่เข้าสอบบัญชีย้อนหลัง การยกเว้นภาษีนิติบุคคลให้เอสเอ็มอีที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งมีกำไรสุทธิไม่เกิน 3 แสนบาท และลดภาษีกรณีมีกำไรสุทธิเกิน 3 แสนบาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท เหลือ 15% จากปกติ 20% รวมทั้งการจัดตั้งกองทุนร่วมทุน เป็นต้น
ทว่ามาตรการต่างๆ ที่ออกมาภายใต้กรอบวงเงินกู้และเงินอุดหนุนวงเงินนับแสนล้านบาท กลับไม่ได้ช่วยเหลือให้เอสเอ็มอียืนอยู่ได้อย่างแข็งแกร่ง ในภาวะที่เศรษฐกิจภายในประเทศและเศรษฐกิจโลกง่อนแง่น จึงเสมือนว่ามาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีของรัฐบาลนั้นแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
เพราะสถานการณ์เอสเอ็มอีในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ พบว่ายอดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาพรวมลดลง 20-30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเริ่มปรากฏว่ามีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าภาคเอกชนให้เหตุผลว่า สาเหตุที่ยอดขายของเอสเอ็มอีทรุดลงอย่างหนัก เป็นผลจากกำลังซื้อในประเทศที่ไม่ฟื้นตัว และการส่งออกเดือน ม.ค. ที่ขยายตัวติดลบ 3.46% จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว จึงขอให้รัฐบาลเร่งรัดการเบิกจ่าย โดยเฉพาะงบลงทุนภาครัฐ และออกมาตรการเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศเพื่อต่อลมหายใจไม่ให้เอสเอ็มอีต้องล้มหายตายจากไป
หากพิจารณามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลออกมา จะพบว่ามาตรการเหล่านั้นไม่ได้แก้ปัญหาพื้นฐานที่เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ประสบอยู่ ซึ่งก็คือต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับที่สูง กระทั่งไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลก ทั้งกับคู่แข่งที่มีสินค้ามาตรฐานเดียวกัน และคู่แข่งที่ผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานต่ำกว่าแต่มีต้นทุนการผลิตต่ำมาก แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าต้นทุนเอสเอ็มอีที่เพิ่มนั้นเป็นผลพวงจากนโยบายปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทของรัฐบาลก่อน ซึ่งเพิ่มภาระให้เอสเอ็มอีมากที่สุด
แต่กระนั้นรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศยามนี้ มีหน้าที่ต้องประคับประคองช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้อยู่รอด และเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป โดยต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือ เช่น การแยกกลุ่มเอสเอ็มอีที่จะเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ใช่ออกมาตรการแบบหว่านแหเช่นในขณะนี้ ที่สำคัญจะต้องมีมาตรการลดต้นทุนให้เอสเอ็มอีที่เป็นรูปธรรม มากกว่าสนับสนุนเงินทุนไปเพื่อให้เกิดการผลิตที่แข่งขันไม่ได้







