posttoday
ใจซื่อ มือสะอาด ‘เกริก วณิกกุล’

ใจซื่อ มือสะอาด ‘เกริก วณิกกุล’

08 มีนาคม 2558

 

 

ไม่อยากเป็นประธานของธนาคารรัฐที่ยังดูดีแต่ภายนอกแต่จริงๆการบริหารจัดการไม่ดีเท่าไหร่ ถ้าอยู่ต่อไปครบปี โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงจะเป็นการทิ้งให้ธนาคารแห่งนี้อยู่ในสถานะที่เลวลงกว่าตอนเข้ารับตำแหน่ง

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

ไม่บ่อยนักที่คนที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะไม่ใช่ลูกหม้อของ ธปท.

“เกริก วณิกกุล” คือหนึ่งในน้อยคนนั้นเกริกเป็นอดีตผู้พิพากษา ไม่ใช่ลูกหม้อของ ธปท. แต่เขาสามารถขึ้นไปยืนหยัดบนองค์กรที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างสง่างาม ตำแหน่งสุดท้ายคือรองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน และเมื่อไม่นานมานี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)แต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)โดยการร้องขอจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธรเทวกุล ที่ขอให้เขามาช่วยดูแลธนาคารรัฐแห่งนี้

เกริกเป็นผู้ที่มีความแม่นยำในกฎระเบียบและกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง ความเชี่ยวชาญด้านนี้ช่วยให้การทำงานในการดูแลงานด้านเสถียรภาพสถาบันการเงินลื่นไหลเป็นอย่างดีการผนึกกำลังของคนแบงก์ชาติ
เพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินของไทยไม่ให้ประสบปัญหาเหมือนเมื่อครั้งเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง และวันนี้ตัวเลขฐานะกองทุน การสำรองหนี้เสียของสถาบันการเงิน ก็เป็นตัวสะท้อนที่ชัดเจนถึงการเอาใจใส่ของ ธปท.

ในหมวกใบใหม่นี้ ความจริงแทบไม่แตกต่างจากเดิม เพราะเกริกยังคงทำงานในธนาคารของรัฐ กึ่งเป็นราชการ ซึ่งเขาจะนำเอาความรู้ที่สั่งสมมาจัดการกับองค์กรนี้อย่างไร

เกริกเล่าถึงภารกิจใหม่ที่ได้รับมอบหมายมาว่า งาน ธอส.คงไม่มีอะไรมาก เราเป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐก็ต้องทำตามนโยบายที่รัฐกำหนดให้ ภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาชัดเจน จะต้องสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองได้แต่การที่จะดำเนินการเป็นแขนขาให้รัฐบาลได้ ธนาคารจะต้องมีความแข็งแกร่งเพียงพอ ถ้าฐานะป้อแป้จะทำงานให้บรรลุภารกิจยากดังนั้นจำเป็นที่จะต้องดูทิศทางและกลยุทธ์ให้ถูกทิศถูกทาง

“สมมติว่า คุณจะไปที่ไหนสักที่หนึ่ง แต่คุณดูเข็มทิศผิด มันก็ไม่ไปถึงหรอกไม่ว่าคุณจะทำอะไร”เกริก กล่าว

สิ่งที่ประธานแบงก์ ธอส.คนใหม่ทำนี้ มีการปรับขั้นตอนการดำเนินการ คือ การปรับเพดานวงเงินกู้ให้เหมาะสมมากขึ้น จากปัจจุบันที่ ธอส.ปล่อยกู้บ้านและคอนโดอยู่ที่วงเงิน 1.5 ล้านบาทแต่ปัจจุบันราคาที่ดินและวัสดุก่อสร้างขึ้นมามากแล้ว ราคานี้ใน กทม.มีน้อยแล้ว จึงจะเห็นว่าสินเชื่อเคหะใน กทม.ไม่ได้ขยายตัวมากนัก จึงต้องไปแก้ไขให้สอดคล้องกับความเป็นจริง

“ในเบื้องต้นฝ่ายจัดการของธนาคารเห็นว่าน่าจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.5 ล้านบาท ก็น่าจะเพียงพอเพราะอะไรก็ตามที่ธนาคารพาณิชย์ทำได้อยู่แล้ว มันจะไม่มีช่องว่างให้เราเข้าไปช่วย เราต้องไปทำในสิ่งที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ทำ ไม่ใช่ไปทำธุรกิจแข่งกับเขา เพราะไม่ได้อะไรนี่จะตรงกับพันธกิจของ ธอส.มากกว่าไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นว่าให้กู้คนรวยลูกเดียว ซึ่งมันก็ไม่ถูก” เกริกกล่าว

สำหรับกลยุทธ์นั้น การทำในสิ่งที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ทำ ต้องไปคิดว่าควรจะทำอะไรบ้าง ปัจจุบันราคาที่อยู่อาศัยแพงขึ้นเรื่อยๆ บางทีราคาเพิ่มไม่มากแต่ขนาดบ้าน ขนาดคอนโดลดลงจนเล็กมาก คนรายได้2.4 หมื่นบาท/เดือน และอยากผ่อนซื้อที่อยู่เดือนละ 8,000 บาท อาจจะซื้อคอนโดได้ที่กว้างแค่ 20-22ตร.ม.เท่านั้น เพื่อให้สามารถผ่อนจ่ายไหว

ปัญหาคือราคาคอนโดหรือที่อยู่อาศัยแพงขึ้นเรื่อยๆ แต่รายได้เงินเดือนของคนอาจจะขึ้นไม่ทันราคา สิ่งที่เห็นว่าน่าทำคือ พรีไฟแนนซ์ให้สินเชื่อสร้างแฟลตเล็กๆเช่น แฟลตที่ใช้ทุนก่อสร้างเพียง20 ล้านบาท เพื่อให้คนที่อยู่ต่างจังหวัด หรือคนรายได้น้อยเช่าแฟลตอยู่จะดีหรือไม่

“ปัจจุบัน ธอส.แทบไม่ได้ทำพรีไฟแนนซ์เลย เพราะกลัวว่าจะเป็นโครงการผี ที่ทำให้เกิดการทุจริตในโครงการมูลค่าสูงๆ ได้ ต่างจากการให้สินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการรายเล็กๆ ที่สร้างแฟลตให้คนรายได้น้อยที่จำเป็นต้องซื้อที่อยู่อาศัยในเมือง แต่จำเป็นต้องอยู่ในบางช่วงแต่สามารถเช่าอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่เขาก็ไม่มีภาระหนี้สินสูง เพราะการทำแบบนี้คนเงินเดือน 2-2.5 หมื่นบาท/เดือน สามารถเช่าอยู่ได้ใน3,500 บาท/เดือน อย่างไรก็ดีเรื่องนี้เป็นเพียงแนวคิด ต้องไปศึกษาก่อนว่าจะสามารถเป็นไปได้แค่ไหน” ประธานบอร์ด ธอส.กล่าว

เรื่องนี้ฝ่ายจัดการเสนอข้อมูลเบื้องต้นว่า ความต้องการแฟลตให้เช่าสูงมาก ปีที่ผ่านมาขึ้นถึง 30-40%และเท่าที่ผมดูก็พบว่ากลุ่มที่สร้างไม่ใช่พวกพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ เพราะวงเงิน 20 ล้าน
บาท คงไม่พอ กลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กเหล่านี้มีที่ดินอยู่แล้ว และที่ดินไม่ได้ใช้ประโยชน์ ขณะที่ความเจริญก็ขยายตัวออกไปหลายพื้นที่เป็นแหล่งผลิตบ้าง ทำให้กลุ่มนี้มีโอกาสสร้างแฟลตให้เช่าได้ แต่ทั้งหมดยังต้องดูให้รอบคอบ และขณะเดียวกันก็ต้องปรับสินเชื่อไปในต่างจังหวัดให้มากขึ้นด้วย

เกริก เล่าว่า การทำงานในธอส.มาจนถึงขณะนี้ยังทำในด้านสินเชื่อหรือธุรกิจไม่มากนัก เพราะธอส.ปล่อยสินเชื่อกลุ่มระดับค่อนข้างเล็ก ซึ่งการจะมีสาขามากๆ ก็ไม่ได้ช่วยให้สินเชื่อขยายได้มากนักเพราะส่วนใหญ่คนที่มาติดต่อสาขาจะทำ&<33; ได้3 อย่าง คือ 1.ยื่นกู้2.ฝากเงิน 3.จ่ายชำระค่าบ้าน ฉะนั้นสาขาจะทำกำไรได้นี่เป็นเรื่องยากเพราะจะทำเหมือนธนาคารพาณิชย์ที่ทำบัตรเครดิตก็ทำไม่ได้ส่วนอนาคตมีแนวคิดจะทำ

หรือไม่ ยังตอบไม่ได้ เพราะขณะนี้หนี้ครัวเรือนดูจะสูงมากแล้ว ธอส.ไม่ได้ปล่อยกู้พรีไฟแนนซ์ให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อยู่แล้ว การจะได้ลูกค้าปล่อยกู้ให้ผู้ซื้อรายย่อยก็ยากขึ้นไปอีก เห็นได้ชัดว่าความสามารถการแข่งขันของธอส.ไม่ค่อยดี เพราะมีต้นทุนสูงและสินเชื่อมีความเปราะบางมากกว่า

ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นคู่แข่ง“ด้วยเหตุผลเหล่านี้ด้วยส่วนหนึ่ง ที่ผมยังไม่ได้พิจารณาอนุมัติเพิ่มผู้บริหารที่มีการเสนอขึ้นมา ที่ขอให้เพิ่มรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ จากปัจจุบันที่ 6 คนเป็น 8 คน ผู้ช่วยกรรมการ
ผู้จัดการใหญ่ จากปัจจุบันที่ 12 คนเป็น 18 คน เพิ่มที่ปรึกษาจากปัจจุบันที่ไม่เคยมีเป็น 6 คนเพิ่มผู้บริหารระดับผู้อำนวยการจาก 37 คน เป็น47 คน และเพิ่มฝ่ายจาก12 ฝ่าย เป็น 21 ฝ่าย ยังไม่เหมาะสมนัก เพราะจะกลายเป็นหัวโตเกินไปและดูไม่สอดคล้องกับธุรกิจที่มีส่วนแบ่งตลาดลดลง ไม่มีอะไรรับรองได้ว่าเพิ่มคนเพิ่มค่าใช้จ่ายแล้วประสิทธิภาพจะดีขึ้น” เกริกกล่าว

ความกล้าหาญที่จะยอมรับความจริง ไม่พยายามปกปิดว่าธนาคารมีปัญหาด้านประสิทธิภาพการทำงาน เป็นสิ่งที่ผู้นำองค์กรควรกระทำ หากวิเคราะห์ปัญหาไม่ถูกจุดก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ถูกจุดเช่นกันสิ่งที่เกริกเขียนไว้ในรายงานที่นำเสนอต่อ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง และ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุลรองนายกรัฐมนตรี ว่า “กระผมเพียงแต่ไม่อยากเป็นประธานของธนาคารรัฐที่ยังดูดีแต่ภายนอก แต่จริงๆ การ
บริหารจัดการไม่ดีเท่าไหร่ ถ้าอยู่ต่อไปครบปี โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงจะเป็นการทิ้งให้ธนาคารแห่งนี้อยู่ในสถานะที่เลวลงกว่าตอนเข้ารับตำแหน่ง”

ความจริงที่ประธานฯ เกริก นำมาตีแผ่อย่างตรงไปตรงมา อาจจะทำให้คน ธอส.เจ็บปวด แต่ดีกว่าที่จะหลอกตัวเองไปวันๆ ว่า องค์กรนี้ไม่มีปัญหาเกริก กล่าวว่า

หากดูจากสัดส่วนสินเชื่อ 7-8 แสนล้านบาท เรามีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 28-30% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบอยู่ที่ประมาณ 60% แต่ถ้าดูไปเราก็ใหญ่ที่สุดในเรื่องสินเชื่อบ้านของธนาคารรัฐ เพราะออมสินอยู่ที่ 10% ปัญหาคือส่วนแบ่งการตลาดเราลดลงเรื่อยๆ ลูกค้าดีผ่อนชำระดีใน 2 ปีก็จะรีไฟแนนซ์ไปที่อื่น เราแข่งยากเพราะต้นทุนการเงินเราแพงกว่าธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น เราไม่ควรเพิ่มต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพนักงานอีก

“ผมพยายามจะให้ความสำคัญกับการทำให้ธนาคารเข้มแข็ง มีการกันสำรองให้มากขึ้น ทำให้มีเสถียรภาพเพื่อในจังหวะที่เหมาะสมต้องขยายธุรกิจจะได้เดินได้โดยไม่ติดขัด ขณะเดียวกันก็จัดการด้านดาต้า เซ็นเตอร์ที่บอร์ดมีมติให้ทำในปีนี้ การดูคอร์แบงก์กิ้ง เพราะระบบพวกนี้จะช่วยให้สินเชื่อหรือกระบวนการพิจารณาสินเชื่อมีคุณภาพมากขึ้นและรวดเร็วขึ้น จะช่วยให้ขีดความสามารถแข่งขันดีขึ้น ขยายงานได้มากขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องทำ และการซ่อมบำรุงที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญาก็ต้องให้เซ็นก่อนจะสิ้นอายุสัญญา ซึ่งก็เริ่มเดินหน้าได้พอสมควร ซึ่งถ้าเสร็จเรื่องพวกนี้ก็จะไปเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสม” ประธานบอร์ดธอส. กล่าว

แนวทางแก้ไขขาลงของ ธอส.ที่ เกริก วณิกกุล กำลังดำเนินการอาจไม่เป็นที่พอใจของหลายคนในธอส. แต่ความใจซื่อ มือสะอาดปราศจากการเล่นพรรคเล่นพวกและไม่สนใจกับผลประโยชน์ใดๆน่าจะช่วยให้ ธอส. ตีกลับมาเป็นขาขึ้นได้ในไม่ช้า

ชีวิตนี้เหมือนถูกหวย

เกริก วณิกกุล บอกผู้คนรอบข้างอยู่เสมอว่าเขาเป็นคนที่เกิดมาโชคดีมาก ชีวิตเหมือนถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง เพราะชีวิตได้รับโอกาสมากมายตั้งแต่เกิด และก็มีชีวิตอยู่ด้วยสุขเสมอมา นั่นจึงทำให้เกริกเป็นคนอารมณ์ดี ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ถือตัวทั้งที่เป็นไฮโซตัวจริง

สิ่งที่เกริกเห็นว่าโชคดีที่สุด คือการได้เกิดเป็นลูกของแม่“ท่านผู้หญิงมนัสนิตย์ วณิกกุล” ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งท่านผู้หญิงเป็นตัวอย่างที่งดงามให้กับลูกชายคนเดียวในทุกเรื่อง โดยเฉพาะความซื่อตรง ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม และใช้ชีวิตที่พอเพียงทางด้านการงานก็ราบรื่น และสำเร็จสมตามที่ตั้งใจทุกอย่าง

เกริกเรียนจบด้านกฎหมาย ปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต(เกียรตินิยมอันดับ 2) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบเนติบัณฑิตอังกฤษ (B.A. In Jurisprudence ( Hons.Oxon.))เรียนจบก็เริ่มงานด้านกฎหมาย ด้วยการเป็นทนายความและก้าวหน้ามาเป็นลำดับ จนได้เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา

แต่ในช่วงปี 2535 เกิดวิกฤตตุลาการ ทำให้เขาตัดสินใจย้ายมาทำงานด้านกฎหมายในตำแหน่งผู้บริหารฝ่ายให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในช่วงปี 2537 และเป็นช่วงที่เกิดปัญหากับธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ (บีบีซี) ในปี 2539และทางการเตรียมการเข้าแทรกแซงบีบีซี ซึ่งเกริกเป็นหนึ่งในทีมที่ได้รับมอบหมายให้ดูทางด้านกฎหมายว่าจะจัดการอะไรได้บ้างเพื่อดูแลฐานะของบีบีซี ซึ่งทุกอย่างถูกกำชับให้เป็นความลับ แต่เช้ามาเรื่องนี้ก็กลายเป็นข่าวครึกโครม นับตั้งแต่นั้นมาเกริกรู้สึกว่าความลับไม่มีในโลก

ต่อมาในปลายปี 2542 จึงได้เข้ามาร่วมงานเป็นผู้อำนวยการอาวุโส สายกฎหมาย ธปท. และในปี 2545 ก็ได้ขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้ว่าการ สายจัดการกองทุนที่ได้ดูแลกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งการทำงานในช่วงนี้เกริกค่อนข้างภูมิใจที่ได้มีโอกาสรับหนี้มาบริหารกว่า 1 แสนล้านบาทที่ยึดจากกรมบังคับคดีที่เก็บออกมาขายเป็นรายได้กลับมาเข้ากองทุนบ้าง

ต่อมาในเดือน ต.ค. 2546 ก็ถูกโยกย้ายมาเป็นผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสถาบันการเงิน ซึ่งอยู่ในตำ&<33; แหน่งนี้นานประมาณ 6 ปี โดยในช่วงนี้ก็มีโอกาสได้แก้ไขหลักเกณฑ์การทวงหนี้ให้เหมาะสม เพราะในช่วงนั้นมีข้อร้องเรียนจากลูกหนี้ค่อนข้างมากในการถูกทวงหนี้ไม่เป็นธรรม โดยเกริกให้ ธปท.ออกแนวปฏิบัติในการติดตามทวงหนี้ให้เหมาะสม และให้มีการทวงหนี้เป็นเวลา รวมทั้งการออกกฎระเบียบหรือประกาศต่างๆ ของ ธปท.ให้เลิกผูกขาดข้อมูลนับแต่นั้น เพราะเดิมการออกระเบียบของ ธปท.จะไม่เคยบอกเหตุผลว่าทำไมถึงต้องเปลี่ยนไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ จะบอกแต่เพียงการทำเช่นนั้นจะดีต่อประเทศชาติเท่านั้น แต่เกริกก็ได้เปลี่ยนการเขียนประกาศหรือระเบียบ ธปท.ต้องมีเหตุผล และเขียนอธิบายไว้ชัดเจนว่าออกมาเพราะอะไร ซึ่งเป็นการทำลายการผูกขาดทางข้อมูล เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจที่เกริกไม่เคยลืม

เกริกเป็นผู้อยู่เบื้องหลังมีส่วนร่วมในการปรับปรุงกฎหมายสำคัญของ ธปท. อาทิ พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน กฎหมายเครดิตบูโร เป็นต้น


แม้ปัจจุบันเกริกจะถูกมอบหมายให้ไปนั่งเป็นประธาน ธอส.เพื่อฟื้นฟูการดำเนินงานของธนาคาร แต่ก็ยังท&<33;ำงานในคณะกรรมการกฤษฎีกา 3 วัน/สัปดาห์ เพราะเกริกมองว่าตราบใดที่ชีวิตมีโอกาสได้ทำงานเพิ่มประโยชน์ชาติ จะถือเป็นการทดแทนคุณแผ่นดินที่ให้เกิดมามีชีวิตที่ดี ซึ่งทุกคนทำได้เกริกถือคติว่า “ความเก่งเป็นเรื่องของคน แต่ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้า” ซึ่งสิ่งที่เขาได้จากการอ่านวรรณกรรมสามก๊กที่ยึดถือเสมอมา และที่สำคัญเขาเชื่อเหลือเกินว่าชีวิตที่ดีต้องไม่อยากเก่งหรือดีเด่นกว่าคนอื่น แต่เป็นการอยู่ร่วมกับคนอื่นให้ได้ เพื่อทำประโยชน์ท&<33;ำดีได้ตามที่ตั้งใจไว้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท