
จริงใจกระตุ้นท่องเที่ยว
รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว โดยมีมติคณะรัฐมนตรีไปเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2557 ให้บุคคลธรรมดาสามารถนำเงินใช้จ่ายจากค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หรือที่จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมสำหรับเดินทาง
รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว โดยมีมติคณะรัฐมนตรีไปเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2557 ให้บุคคลธรรมดาสามารถนำเงินใช้จ่ายจากค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หรือที่จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมสำหรับเดินทาง
ท่องเที่ยวภายในประเทศ สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ขณะที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถนำรายจ่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน โดยให้มีผลตั้งแต่ประกาศบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2558
มาตรการดังกล่าว กรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 250) มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค. 2557 ซึ่งกระบวนการออกประกาศห่างจากมติคณะรัฐมนตรีประมาณ 2 เดือน และมีระยะเวลาที่ประชาชนทั่วไปจะสามารถนำรายจ่ายจากค่าบริการนำเที่ยวและค่าที่พักจากโรงแรมมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามมาตรการนี้ประมาณ 1 ปีเศษ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า เศรษฐกิจไทยในเวลานี้ต้องพึ่งพาการใช้จ่ายภายในประเทศเป็นเครื่องพยุงให้ประคองตัวไปได้ ทั้งการใช้จ่ายจากภาครัฐด้วยเม็ดเงินลงทุนรูปแบบต่างๆ และการใช้จ่ายภาคประชาชนที่มีการท่องเที่ยวในประเทศเป็นตัวหลัก การออกมติ ครม.ดังกล่าว แม้จะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้จากภาษีไป 1,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลได้ประเมินแล้วว่าจะช่วยกระตุ้นให้มีเม็ดเงินสะพัดจากการใช้จ่ายผ่านการท่องเที่ยวในประเทศได้ถึง 3,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเงินจะกระจายไปถึงมือประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทำให้เกิดผลทวีคูณของการใช้จ่าย (Multiplier Effect) เพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้ระบบเศรษฐกิจไทยได้อีกทางหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นดังกล่าวมีปัญหาในทางปฏิบัติตามมาอยู่พอสมควร อันเกิดจากการขาดการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบถึงสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขการใช้สิทธิประโยชน์นั้นอย่างกว้างขวางของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตลอดจนกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง จึงไม่เกิดผลในการกระตุ้นมากนัก ขณะเดียวกัน กติกาและเงื่อนไขต่างๆ ที่ไม่ได้มีการประกาศอย่างชัดเจน ทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ ยกตัวอย่างเช่น การจองห้องพักผ่านเว็บไซต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงแรมที่ไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม ค่าใช้จ่ายนั้นจึงไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ เป็นต้น ซึ่งความไม่ชัดเจนดังกล่าวจึงทำให้นักท่องเที่ยวเสียสิทธิที่ควรจะได้
ดังนั้น ในเวลาอีกเกือบ 1 ปีที่เหลือของการใช้มาตรการกระตุ้น และในโอกาสที่เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนและช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งถือเป็นไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และกรมสรรพากรจะต้องร่วมมือกันประชาสัมพันธ์มาตรการและเงื่อนไขนี้อย่างจริงจังและจริงใจ เพื่อให้มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศมีผลเป็นรูปธรรม มิใช่เป็นแค่เพียงมาตรการที่ไร้ซึ่งแรงกระตุ้นเหมือนที่ผ่านมา







