
เอาชนะความกลัว ก้าวที่กล้าของเถ้าแก่มือใหม่
“ความสำเร็จ” ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ชี้วัดว่าใครสักคนหนึ่งได้เรียนรู้เพื่อเติบโตขึ้นมาอย่างสมบูรณ์
โดย...ระรินธร เพ็ชรเจริญ
“ความสำเร็จ” ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ชี้วัดว่าใครสักคนหนึ่งได้เรียนรู้เพื่อเติบโตขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ หากว่าเขาคนนั้นไม่ได้สัมผัสกับความผิดพลาดมาก่อน
ชีวิตของเด็กหนุ่มวัย 26 ปีคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ดูแลกิจการโรงแรมที่ได้รางวัลความประทับใจจากนักท่องเที่ยว 2 ปีซ้อน อาจมองดูดี เพียบพร้อม หากแต่กว่าจะถึงวันนี้เด็กหนุ่มคนนี้ผ่านประสบการณ์ธุรกิจมาอย่างโชกโชน เท่าที่เด็กหนุ่มวัย 21 ปี ซึ่งเริ่มต้นทำธุรกิจจากความไม่มีอะไรเลยจะมีโอกาสพานพบได้
จากอดีตที่ชีวิตถูกขีดเขียนกำหนดเส้นทางโดยผู้ใหญ่ “จิม” ภานุพงศ์ รัตนศิลา ใฝ่ฝันจะสวมเครื่องแบบนายทหาร เขาเสียเวลาช่วงชั้น ม.4 และ ม.5 ไป 2 ปี เพื่อพยายามจะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารให้ได้ แม้พลาดหวังแต่เขาก็พยายามไม่หยุดยั้งด้วยการย้ายโรงเรียนเพื่อเรียนชั้น ม.4 อีกครั้ง คราวนี้ความฝันของเขาเปลี่ยนเป็นแพทย์ทหาร ผลการเรียนดีอย่างน่าพอใจ กระทั่งกำลังเรียนชั้น ม.6 อายุก็เข้าเกณฑ์บรรลุนิติภาวะ แล้ววันหนึ่งความฝันที่จะเป็นแพทย์ทหารก็พังทลาย เมื่อเห็นข้อมูลว่าการจะสมัครสอบแพทย์ทหารได้ ต้องมีอายุไม่เกิน 21 ปี ในเวลานั้นจิมรู้ตัวแล้วว่ายังไงก็ไม่มีทางสมัครสอบทัน ความฝันแพทย์ทหารจบลง
หลังจากนั้นจิมไม่ตั้งใจเรียนอีกเลยเหมือนเป้าหมายชีวิตไม่มีอีกแล้ว ไม่รู้จะเรียนไปเพื่ออะไร ได้แต่เที่ยวเล่นจนผลการเรียนตกต่ำ อาจารย์แนะแนวต้องเรียกมาคุยและให้แง่คิดว่า “การจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในเครื่องแบบ” นั่นคือการเปลี่ยนความคิดจิมครั้งแรก อาจารย์แนะแนวชี้ให้เห็นช่องว่าตัวเราชอบอะไร อยู่กับอะไรแล้วมีความสุข จิมคิดทันที
เขารู้ว่าตัวเองมีความสุขอยู่กับคอมพิวเตอร์ จึงหันเหความสนใจและทุ่มเทส่งผลงานเข้าประกวดและได้รับรางวัลหลายชิ้นงาน เขารู้สึกว่าการทำชื่อเสียงให้ตัวเอง การได้ยืนบนเวทีรับรางวัลเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มาก ผลจากความตั้งใจทุ่มเท ทำให้ได้โควตาทุนเรียนฟรีสาขาซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)
แต่ชีวิตก็พลิกผันอีกครั้ง เมื่อคุณลุงที่อุปการะเขาเห็นว่าจะเอาดีด้านคอมพิวเตอร์ จึงส่งไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา แต่ชั่วเวลา 5 เดือนที่เขาปรับพื้นฐานเพื่อเตรียมศึกษาต่อ ก็ค้นพบว่าไม่สามารถอยู่ได้ตามลำพัง เขาหนีกลับเมืองไทย เข้าเรียนต่อที่ มช. โดยไม่บอกทางบ้าน ระหว่างนั้นก็ทำงานรับจ้างสกรีนเสื้อ ขายผลไม้ เพื่อหารายได้มาใช้จ่ายช่วงที่กำลังเรียนปี 1
ในที่สุดความก็แตก เมื่ออาจารย์ที่คณะรู้จักกับลุง ทำให้ลุงรู้ว่าหนีกลับมาเมืองไทยและบังคับให้เขาลาออกเพื่อกลับไปช่วยงานธุรกิจของครอบครัวที่ จ.น่าน
งานชิ้นแรกของชีวิตหลังออกจากมหาวิทยาลัย จิมได้รับมอบหมายให้ปรับปรุงบ้านไม้โบราณอายุกว่า 200 ปีของครอบครัว ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “โฮงเจ้าฟองคำ” แม้จะเป็นผลงานชิ้นแรกของจิม แต่แนวคิดแปลกๆ ไอเดียใหม่ๆ ที่เสนอให้กับคุณลุงถูกตัดทิ้งหมด ซึ่งทำให้เขาตัดสินใจว่าต้องได้คิด ได้ทำ แบบที่ต้องการบ้าง
จุดเริ่มต้นในแบบของตัวเองนั้น จิมใช้เงินเก็บส่วนตัว 3-4 หมื่นบาท และยืมเงินลุงอีก 5-6 หมื่นบาท เพื่อเซ้งร้านกาแฟ เรียนรู้ธุรกิจใหม่จากจากอินเทอร์เน็ต เปิดดูวิธีทำ ทดลองทำ พร้อมกับการถ่ายรูปทำเป็นโปสต์การ์ดขายที่ร้านกาแฟ
“เวลาที่มีคนมาซื้อโปสต์การ์ด มาชื่นชมรูปที่เราถ่าย มันมีความสุขมาก รู้เลยว่า การทำอะไรแล้วมีคนยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อมันไป มันคือการได้รับการยอมรับ ได้เห็นว่าสิ่งที่เราทำมีคนเห็นค่าของมัน นั่นเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ช่วงนั้นก็เหนื่อยมาก ต้องวิ่งดูแลทั้งรีสอร์ทของลุงและร้านกาแฟของตัวเอง บริหารเวลา บริหารพนักงาน คนงาน”
แม้จะเริ่มต้นทำธุรกิจตามใจฝัน แต่เขาก็ยังไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง คุณลุงต้องการให้เขาดูแลรีสอร์ทอย่างเดียว จิมหนีอีกครั้ง เพื่อให้พ้นจากกรอบความคิดความต้องการของลุง ภาพยนตร์เรื่องวัยรุ่นพันล้าน “ต๊อบ เถ้าแก่น้อย” คือแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาตัดสินเซ้งร้านกาแฟ ได้เงินมา 1.5 แสนบาท แล้วขึ้นรถทัวร์ไปตามล่าฝันที่กรุงเทพฯ ด้วยไอเดียธุรกิจ “ปลาเส้นอบกรอบ” อาหารว่างของโปรด
“ต้องขายในห้างเท่านั้น เพราะใจยังกลัว กลัวร้อน อาย ดูไม่ดี ไม่เท่ เคยเป็นผู้จัดการรีสอร์ท เจ้าของร้านกาแฟ จะมาขายของข้างทางรับตัวเองไม่ได้ ข้ามไม่พ้นความอาย ตระเวนหาทำเลในห้าง ก็มีเงื่อนไขมากมายและต้องมีเงินทุน มันไม่ง่ายเลยสำหรับก้าวแรก”
เมื่อไปไม่ไหว จิมตัดสินใจกลับเชียงใหม่ถิ่นเก่าด้วยเงินที่เหลือติดตัวแค่ 3 หมื่นบาท
“มาถึงเชียงใหม่ก็เช่าหอพักคิดหาทางใหม่ ติดต่อซื้อวัตถุดิบจากระยองมาแบ่งบรรจุขาย เช่ารถจักรยานยนต์วันละ 150 บาท วิ่งขาย เวลาเจอเพื่อนก็อาย ต้องปลอมตัว ใส่หน้ากากปิดปาก ใส่เสื้อแขนยาว ใส่หมวก ไม่อยากให้ใครจำได้ แล้วก็ไปฝากวางขายตามร้านต่างๆ”
แม้ความฝันจะเป็นจริงได้ด้วยการลงมือทำ แต่ความสำเร็จใช่จะเห็นผลในทันที เสียงสะท้อนที่มาจากร้านฝากขายว่า สินค้าไม่มียี่ห้อ ไม่มีชื่อ ไม่น่าเชื่อถือ จิมเริ่มปรับปรุงบรรจุภัณฑ์และตั้งชื่อสินค้าของเขาว่า “อาโออิ ปลาเส้นอบกรอบ สไตล์ญี่ปุ่น” ก็เริ่มขายดีขึ้น โอกาสมาถึงอีกครั้งเมื่อได้ทำสัญญาขายของหน้าห้างท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต กาดสวนแก้ว ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่เงินสดหมุนเวียนยังเป็นอุปสรรคทำให้ต้องทบทวนแผนการตลาดอีกครั้ง
แม้ไม่มีสภาพคล่อง แต่การที่ยอดขายได้มากขึ้น มีคนรู้จักสินค้าเรามากขึ้น ก็มีเครดิตดีขึ้น ขอกู้ธนาคารออมสินได้มาอีก 3 หมื่นบาท วางแผนการตลาดใหม่ ยกเลิกการสั่งวัตถุดิบแบบอบกรอบมาแบ่งขาย โดยสั่งวัตถุดิบสดมาอบที่เชียงใหม่ อีกทั้งเมื่อมีโรงอบก็มีเลขที่ผู้ผลิต ทำให้วางขายในโรงเรียนได้
ความสำเร็จอีกขั้นทำให้จิมได้หุ้นส่วนร่วมกันเปิด บริษัท ซูริมิยากิ แต่มากคนก็มากความคิด เมื่อเงินสดหมุนเวียนหมดลงหุ้นส่วนถอดใจ จิมมีโอกาสได้รู้จักกับผู้จัดการบริษัทแห่งหนึ่งในเครือสหพัฒน์ ที่เสนอให้ผลิตปลาเส้นอาโออิส่งให้เครือสหพัฒน์ แต่หุ้นส่วนของเขามองว่าเป็นไปไม่ได้และไม่ลงทุนเงินสดเพิ่ม ความฝันของเถ้าแก่มือใหม่อายุเพียง 24 ปี จบลงหลังจากทุ่มเทยืนหยัดประคับประคองธุรกิจในฝันมากว่า 3 ปี
“วันนี้จิมรู้แล้วว่าตัวเองไม่ได้กลัวปัญหา ไม่ได้กลัวงานหนัก และก้าวข้ามความอายได้แล้ว ให้ไปขายของข้างถนนก็ไม่อายอีก เราพาตัวเองตามหาฝันมาได้ไกลถึง 50% แล้ว เป็นการเรียนรู้ที่หาไม่ได้ในรั้วมหาวิทยาลัย เพราะเป็นการเรียนรู้ชีวิตของจริง อีก 50% ของความฝันที่ยังอยู่ข้างหน้า ก็วาดภาพ เห็นรายละเอียดได้คมขึ้น เราต้องเป็นผู้บริหารให้ได้ บริหารคน เวลา บริหารธุรกิจ ต้องคุยกับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากๆ เพื่อที่จะได้เรียนรู้อีก สำหรับตอนนี้ก็ต้องบริหารเว็บไซต์ที่ต้องดูแลถึงสองเว็บไซต์ ต้องดูแลร้านโอวีโอสลัด กิจการน่านโนเบิลเฮาส์ การ์เด้น รีสอร์ท ซึ่งได้รางวัล 2 ปีซ้อน รักษาคุณภาพและชื่อเสียงต่อไป”
ที่สำคัญคือจิมยังไม่หยุดนิ่งที่จะค้นหาและทำธุรกิจแหวกแนวสวนกระแสต่อไป







