
ขายนารักษาตา
ผมซาบซึ้งใจจนบอกไม่ถูก พ่อกับแม่ผู้ประเสริฐที่สุด ต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อรักษาดวงตาลูกให้หาย
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
ผมซาบซึ้งใจจนบอกไม่ถูก พ่อกับแม่ผู้ประเสริฐที่สุด ต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อรักษาดวงตาลูกให้หาย แล้วผมล่ะ จะยอมพ่ายแพ้ได้อย่างไร ผมเตือนตัวเองว่าต้องเข้มแข็ง อดทนและมีความตั้งใจเอาชนะต่อชะตากรรมทุกอย่าง
นอกจากผมจะซาบซึ้งใจกับความรักของพ่อแม่ ผมยังซึ้งใจกับความรักของพี่ชายทั้งสองคน คือ พี่ 3 และพี่ 4 ด้วย (พี่ชายคนที่ 1 กับ 2 อยู่เมืองไทย) เพราะพี่ชายทั้งสองไม่คัดค้านอะไรเลย ทั้งที่สมบัติเหล่านั้น พวกเขาก็มีส่วนแบ่งในฐานะลูก
“รีบไปติดต่อขายเลยแม่ จะได้เอาเงินมารักษาซิวซี สมบัตินอกกายไม่สำคัญเท่ากับที่ซิวซีจะได้มองเห็น”
ผมฟังพ่อแม่กับพี่ชายปรึกษากัน น้ำตาเอ่อขึ้นมาคลอดวงตา ด้วยความตื้นตันใจผมอาจโชคร้ายที่ต้องประสบเคราะห์กรรมทำให้ตาบอด แต่ผมก็คิดว่าตัวเองโชคดีมากที่เกิดมาในครอบครัวนี้ ครอบครัวที่แม้จะยากจนเงินทอง แต่เราเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยน้ำใจและความรัก
ในใจผมกู่ร้องดังก้องว่า “ขอบคุณครับพ่อกับแม่ ขอบคุณครับพี่”
หลังจากนั้น พ่อกับแม่ก็ดำเนินการบอกขายฝากที่นาอยู่ระยะหนึ่งจึงจะขายฝากได้ ครอบครัวผมมีที่ดิน 3 โหม่ว (ประมาณ 1.25 ไร่ -โหม่ว : หน่วยวัดพื้นที่ในประเทศจีน 1 โหม่ว = 666.66 ตารางเมตร) พ่อกับแม่ค่อยๆ ขายฝากที่ทีละแปลง คนซื้อเป็นคนรู้จักกันหรือไม่ก็แนะนำกันมา ตลอดระยะเวลารักษาตาผม พ่อแม่ขายฝากที่ดินไป 4-5 ครั้งโดยส่วนใหญ่ขายฝากครั้งละครึ่งโหม่ว ได้เงินมาราว 14,000 กวนกิม
การขายฝากสมัยนั้นไม่มีโฉนดที่ดิน แต่จะเขียนสัญญากันเอง ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายฝาก จ้างคนวัดพื้นที่ ทำคันดินบอกขอบเขตที่ดิน มีเพื่อนบ้านเป็นพยานโดยการเซ็นชื่อหรือใช้นิ้วโป้งประทับตรา ถ้าแปลงใหญ่กว่า 5 โหม่วจะให้ผู้ใหญ่บ้านมาเป็นพยาน สัญญาฝากขาย
อาจเป็น 3 ปี หรือ 5 ปี หรือมากกว่านั้น แล้วแต่จะตกลงกัน เมื่อครบเวลาต้องนำเงินมาไถ่ถอน ถ้าไถ่ถอนไม่ได้ที่ดินแปลงนั้นจะตกเป็นของผู้ซื้อทันที
หลังจากที่ขายฝากที่ดินแล้ว ครอบครัวของผมยังมีสิทธิทำไร่ทำนาอยู่ แต่ต้องจัดแบ่งผลผลิตให้กับผู้ซื้อ หรือเจ้าหนี้เป็นจำนวน 60% ส่วนทางฝ่ายเราที่เป็นลูกหนี้จะได้ส่วนแบ่ง 40% ซึ่งแม้จะรู้ว่ามันเป็นส่วนแบ่งที่ไม่ค่อยเป็นธรรมนัก เงินที่ได้จากการขายฝากก็ไม่ใช่ราคาที่พ่อกับแม่ต้องการ แต่ต้องตัดสินใจขายฝากเพราะอยากได้เงินมารักษาดวงตาให้ผม
การขายที่ดินแปลงแรกเป็นไปอย่างรวดเร็ว แม่รีบตกลงโดยไม่เก็บไปคิดให้เปลืองเวลา พอได้เงินมาก็นำเงินนั้นไปซื้อข้าวสาร พร้อมๆ กับฆ่าไก่ทำเป็นอาหารไปให้หมอเป็นค่ารักษา
เบื้องต้น ในสมัยนั้นหมอคิดค่ารักษาแล้วแต่ผู้ป่วยจะให้ นำเงินใส่ซองหรือเป็นข้าวของก็ได้ คนรวยจะให้มากหน่อย คนจนจะให้น้อยหน่อย พ่อแม่ผมเตรียมข้าวของตามฐานะให้กับหมอ
เมื่อหมอรับของแล้วบอกว่า “เราเริ่มทำการรักษากันเลย มีเงินค่ายาแล้วนะ”
“ครับ/ค่ะ” พ่อกับแม่พยักหน้าว่ามีเงินพร้อมซื้อยารักษาแล้วอย่างมั่นใจ
หมอเขียนรายชื่อยาและปริมาณที่จะใช้ลงบนกระดาษ พร้อมอธิบายว่า มีชินจูซึ่งเป็นมุกผง เหมียนจู โสม และยาอีกหลายรายการ ทุกอย่างที่เอ่ยมามีราคาแพงทั้งสิ้น ผมเสียดายเงินจำนวนนั้นแทนพ่อแม่
“แม่ครับ ผมไม่อยากรักษา ผมเสียดายเงิน แล้วถ้ามันไม่หายล่ะครับ เราอาจเสียเงินไปฟรีๆ”
“เงินทองของนอกกาย ไม่ตายเราก็หาใหม่ได้ ไม่ต้องคิดมาก”
“แต่มันเป็นเงินที่ได้จากการขายที่นาสมบัติชิ้นเดียวของครอบครัวเรานะ...แม่”
ผมร้องไห้ แม่กอดผมไว้เป็นการปลอบใจ
“ช่างมันเถอะ ขอแค่ลูกของแม่หายจากตาบอดก็แล้วกัน”
ขณะนั้นคุณหมอยื่นกระดาษรายการยาให้แม่พร้อมกำชับว่า “ยานี่ต้องกินเช้า 1 ห่อ เย็น 1 ห่อ ต้องกินทุกวัน กินยาได้สัก 20 วัน ก็มาหาหมอตรวจดูอาการ หลังจากนั้นต้องใช้ลิ้นเลียเพื่อเขี่ยเยื่อฝ้าฟางบนลูกตาให้ขาดออกจากกัน ต้องเลียตาทุกวัน ข้างละครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย”
จากนั้นพ่อ แม่ ผมและพี่ เดินไปซื้อยาที่ร้านขายยา ซื้อยาพอที่จะกินได้เป็นเดือน อารมณ์ของผมในขณะนั้นทั้งดีใจ ทั้งกังวลใจระคนกันไปหมด
เรื่องกินยาไม่ว่าจะขมหรือขื่นสักเพียงไหน ผมกินได้อยู่แล้ว แต่ที่ทำให้ผมลำบากใจมาก คือการให้แม่ต้องใช้ลิ้นเลียไปบนดวงตา แล้วต้องทำแบบนี้ทุกวัน วันละเป็นชั่วโมง ต้องถือเป็นเรื่องที่ทุกข์ใจมาก
ทั้งๆ ที่แม่เต็มใจทำให้ แต่ผมรู้สึกบาปเหลือเกิน...
ก่อนที่จะตกอยู่ในโลกมืด ผมเคยมองเห็นทุกสิ่งบนโลกนี้ได้ชัดเจน นอกจากเห็นสิ่งของต่างๆ แล้ว ยังเห็นสิ่งที่แม่ทำ อ้อมแขนที่คอยโอบกอดและการดูแลลูกของแม่...
นั่นทำให้ผมเห็นความรักที่แม่มีต่อลูกๆ ทุกคน แม้แม่จะมีลูกหลายคน แต่ท่านก็รักลูกทุกคน โดยเฉพาะผมที่เป็นน้องเล็กดูเหมือนแม่จะเอาใจใส่ดูแลมากเป็นพิเศษ
ผมซาบซึ้งถึงความรักของแม่ดีและเมื่อถึงวันที่ผมตาบอด มองอะไรไม่เห็น ผมกลับยิ่งเห็นความรักของแม่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และได้รู้ว่าแม่เสียสละและรักผมมากเหลือเกิน
แม่ทำได้ทุกอย่างเพื่อลูก แม้แต่การใช้ลิ้นรักษาดวงตาให้กับผม
หลังจากซื้อยามาแล้ว แม่นำมาต้มให้ผมกิน ในช่วง 3 เดือนแรก แม่ต้มยาให้ผมกินเช้า 1 ห่อ เย็น 1 ห่อ ตามที่หมอสั่ง แต่แม่อยากให้ตาของผมหายเร็ว จึงนำยาที่ต้มแล้วมาต้มใหม่อีกครั้งให้ผมกินเพิ่มในตอนเช้าอีก 1 ถ้วย และตอนเย็นอีก 1 ถ้วย
แม่ทำทุกอย่างโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ผมเสียอีกที่รู้สึกเกรงใจที่แต่ละวันแม่ต้องต้มยา ยกมาให้ผมดื่มและดูแลราวกับผมเป็นเด็กทารก
รสขมของยาไม่เท่ากับที่ผมต้องทนขมขื่นใจจากความสงสารแม่ หลังจากที่ทนกินยาไปได้ตามกำหนดที่หมอสั่ง ก็ถึงคราวที่แม่ต้องใช้ลิ้นกรีดหรือเขี่ยเยื่อฝ้าในลูกตาของผมให้ขาดจากกัน ซึ่งเยื่อนั้นจะไม่ขาดจากกันด้วยการใช้ลิ้นกรีดเพียงคราวเดียว แม่ต้องทำทุกวัน
วันละอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง ควบคู่กับการกินยา
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







