
ปัญหาหลังผ่านอีไอเอป่วนก่อสร้างไม่จบ
รัฐ-เอกชน ชี้ปัญหาขออีไอเอ ยังเป็นเรื่องใหญ่ที่จบยาก แม้ใบอนุญาตผ่านเริ่มสร้างได้ แต่โดนฟ้องงานเสี่ยงชะงัก
รัฐ-เอกชน ชี้ปัญหาขออีไอเอ ยังเป็นเรื่องใหญ่ที่จบยาก แม้ใบอนุญาตผ่านเริ่มสร้างได้ แต่โดนฟ้องงานเสี่ยงชะงัก
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยว่า ในแต่ละปีมีโครงการคอนโดมิเนียมและโรงแรมที่ต้องขอการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ 500-600 โครงการ ซึ่งทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้เร่งระยะเวลาการขออนุญาตให้เร็วขึ้น โดยพยายามทำให้เกิดมาตรฐานและเลิกการใช้ดุลพินิจส่วนตัวของแต่ละท่านในการพิจารณา
สำหรับปัญหาที่จะพบมากขึ้นนับจากนี้คือ อาฟเตอร์ อีไอเอ เอฟเฟกต์ หรือปัญหาหลังจากผ่านอีไอเอแล้ว เช่น การร้องเรียนจากชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง กรณีอาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างไปบังทิศทางลมหรือบังแสงแดดที่จะส่องมาถึง
“การทวงสิทธิของผู้บริโภคจะมีให้เห็นมากขึ้น แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะผ่านการขออีไอเอแล้ว เพราะจะมีการทวงสิทธิมากขึ้นว่าผ่านการอนุญาตได้อย่างไร เป็นปัญหาร้องเรียนตามมา ทางแก้คือควรแยกเป็นคดีทางแพ่งออกจากการฟ้องร้องให้หยุดการก่อสร้าง เพื่อให้การก่อสร้างดำเนินต่อไปได้” นายประเสริฐ กล่าว
ด้าน นางปิยนันท์ โศภนคณาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ความคืบหน้าการกระจายอำนาจการพิจารณาอีไอเอไปยังท้องถิ่นนั้น อยู่ระหว่างการกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาและกำหนดระเบียบการสรรหาคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ของท้องถิ่น ว่าหลักเกณฑ์และระเบียบเป็นอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะนำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ในช่วงปลายเดือน มี.ค.นี้ คาดว่าภายในเดือน ก.ย. 2558 นี้การกระจายอำนาจการพิจารณาอีไอเอไปยังท้องถิ่นจะแล้วเสร็จ
อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับความพร้อมของท้องถิ่นด้วย ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการหลังจากที่ กก.วล. ได้เห็นชอบเมื่อเดือน ก.ย. 2557 ที่จะมีการกระจายอำนาจการพิจารณาไปยังกรุงเทพมหานครและอีก 7 จังหวัด คือ ชลบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต กระบี่ พังงา และสุราษฎร์ธานี
ทั้งนี้ ในส่วนของกรุงเทพ มหานครจะพิจารณาอีไอเอครอบคลุมทุกกลุ่มประเภทอาคาร ที่เข้าข่ายต้องจัดทำอีไอเอ ส่วนอีก 7 จังหวัดจะพิจารณาเฉพาะอาคารที่มีความสูงไม่เกิน 23 เมตร พื้นที่ใช้สอย
ไม่เกิน 1 หมื่นตารางเมตร







