
เศรษฐกิจมังกรซบ สั่นสะเทือนทั่วเอเชีย
เศรษฐกิจจีนกำลังถลำลึกเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบ 20 ปี
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
เศรษฐกิจจีนกำลังถลำลึกเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบ 20 ปี จากนโยบายปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของรัฐบาลกลางกรุงปักกิ่ง และแน่นอนว่าในฐานะเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลักของเอเชีย การชะลอตัวของเศรษฐกิจแดนมังกรจะฉุดเศรษฐกิจเอเชียให้ชะลอตัวตามไปด้วย
เมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีนประกาศต่อหน้าสภาประชาชนแห่งชาติจีน ว่า รัฐบาลกำหนดเป้าหมายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้อยู่ที่ 7.0% เท่านั้น ขณะที่เมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนเติบโตอยู่ที่ 7.4% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดตั้งแต่การเปิดประเทศของจีนในช่วงปี 1990
ด้านสถาบันวิจัยแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ในลอนดอน ซึ่งจับตาความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจจากปัจจัยด้านการก่อสร้าง การท่องเที่ยว สัดส่วนการค้าระหว่างประเทศ ฯลฯ ระบุว่า ในความเป็นจริงเศรษฐกิจจีนอาจเติบโตอยู่ที่ราว 5.7% เท่านั้นในปัจจุบัน
ที่เป็นเช่นนี้เพราะจีนต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากเน้นการเติบโตจากการส่งออกและการลงทุน เป็นเน้นการเติบโตจากการบริโภคภายในประเทศแทน ซึ่งรัฐบาลกรุงปักกิ่งยืนยันจะทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งหมายความว่าจีนจะเลิกโหมใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนช่วงที่ผ่านมา
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจจีนชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด แอนโนนี เฟนซอม คอลัมนิสต์ของนิตยสาร เดอะ ดิโพลแมต ระบุว่า จำนวนบ้านที่ไร้ผู้อยู่อาศัยในจีนขณะนี้สูงกว่าจำนวนบ้านไร้ผู้อยู่อาศัยในสหรัฐในช่วงวิกฤตซับไพรม์เสียอีก
กระนั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะเชื่อว่าเศรษฐกิจจีนจะไม่ “ฮาร์ดแลนดิ้ง” เพราะอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากรัฐบาลซึ่งพร้อมจะดำเนินการอัดฉีดทันทีหากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวเกินกว่าที่ตั้งใจไว้ อีกทั้งอัตราการเติบโตที่ราว 7% ก็ยังนับว่าเป็นอัตราการเติบโตที่สูง เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 20 ประเทศ (จี20) ด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม ด้วยความใหญ่โตของเศรษฐกิจแดนมังกร ทำให้ไม่ว่าจีนจะ “ฮาร์ดแลนดิ้ง” หรือ “ซอฟต์แลนดิ้ง” ผลกระทบจากการชะลอทางเศรษฐกิจจีนที่เกิดขึ้นในขณะนี้ย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจเอเชียในวงกว้างอย่างแน่นอน
ที่เป็นเช่นนี้เพราะจีนอยู่ในฐานะประเทศผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่สำหรับทุกประเทศในเอเชีย ทั้งในแง่ของการเป็น “โรงงานโลก” ที่นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อเป็นปัจจัยในการผลิตสินค้าส่งออกให้กับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมอีกที และในแง่ของตลาดนำเข้าสินค้าขนาดใหญ่เพื่อการบริโภคภายในประเทศจากกำลังซื้อจำนวนมหาศาลของชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัว
การชะลอตัวของจีนจึงหมายความว่า จีนจะนำเข้าสินค้าในสัดส่วนที่น้อยลง แต่แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้รายได้ของออสเตรเลียและอินโดนีเซียซึ่งส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ไปยังจีนลดลงด้วย
ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ซึ่งเข้าไปลงทุนตั้งธุรกิจในจีน เพื่อหวังจะขายสินค้าและบริการให้กับชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัว ก็ต้องเผชิญกับภาวะที่คนจับจ่ายใช้สอยน้อยลงเนื่องจากเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวในขณะนี้
แม้กระทั่งฟิลิปปินส์และเวียดนามซึ่งมีข้อขัดแย้งเรื่องเขตแดนในทะเลจีนใต้กับจีน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาจีน โดยเวียดนามต้องพึ่งพาการลงทุนจากจีนในการขับเคลื่อนประเทศ ขณะที่ฟิลิปปินส์ก็มีจีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าขนาดใหญ่
เช่นเดียวกับอินเดียที่ถึงแม้หลายฝ่ายกำลังจับตามองว่าอาจจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แซงหน้าจีนในเร็วๆ นี้ แต่อินเดียก็ยังต้องอาศัยการส่งออกสินค้าไปจีนเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงการลงทุนจากจีนด้วย
ดังนั้น การชะลอตัวของจีนในขณะนี้จึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติในเอเชียอย่างเห็นได้ชัด เพราะทุกชาติล้วนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับจีนในฐานะหุ้นส่วนการค้ารายใหญ่ทั้งสิ้น โดยเมื่อวานนี้ ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียได้อ่อนค่าลงไปมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1998 เนื่องจากความวิตกกังวลว่าภาวะซบเซาที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจีนนั้นจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อการค้าระหว่างอินโดนีเซีย-จีนด้วย
และนับเป็นเรื่องยากมากที่จะมีผู้ที่ได้ประโยชน์ในเอเชียจากการชะลอตัวของจีน เพราะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาที่จีนผงาดขึ้นมาเป็นโรงงานโลก ทุกประเทศในเอเชียต่างมองจีนเป็นหุ้นส่วนทางการค้ามากกว่าเป็นคู่แข่ง เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวจึงฉุดเศรษฐกิจของเอเชีย มากกว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้คู่แข่งเข้ามาแข่งขัน
กรณีดังกล่าวยืนยันได้จากการตบเท้าออกมาแสดงความเห็นของบรรดาองค์กรผู้ดูแลเศรษฐกิจโลกที่ระบุตรงกันว่า เอเชียจะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของจีนอย่างแน่นอน
อาทิ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ที่ระบุในรายงานการคาดการณ์เศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจของเอเชียยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพของรัฐบาลจีนว่าการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ทั้งการปรับลดหนี้ในประเทศ พร้อมกับยังรักษาอัตราการเติบโตในอุตสาหกรรรมหลักๆ ของประเทศไว้ได้หรือไม่
นอกจากนี้ เอดีบียังปรับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียมาอยู่ที่ราว 6.4% สำหรับปี 2015 อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม มีนักวิเคราะห์อีกจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่เชื่อว่าเศรษฐกิจเอเชียจะได้ประโยชน์จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน เนื่องจากจะเป็นการกระตุ้นให้นักลงทุนจีนส่งออกทุนออกจากประเทศมากขึ้น เพราะการลงทุนในบ้านได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าอีกต่อไป
ถึงกระนั้น ในความเป็นจริงทิศทางการไหลของทุนจีนกลับมุ่งหน้าไปทางยุโรปมากกว่าที่จะมุ่งหน้ามายังเอเชียด้วยกัน
ดังนั้นแล้ว การค้าที่ผูกโยงกันระหว่างเอเชียกับจีนจะทำให้เศรษฐกิจของเอเชียชะลอตามจีนไปด้วย กอปรกับตลาดส่งออกหลักอย่างยุโรปยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่สหรัฐก็ไม่ได้ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งเท่าที่ควร แน่นอนว่าปีนี้ย่อมไม่ใช่ปีที่ดีสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียแน่นอน







