
แม่น้ำ 5 สายไม่เว้นวรรค ฉุดภาพลักษณ์คสช.
ส่อแววจะเข็นไม่ขึ้นกับข้อเสนอของ เจษฎ์ โทณะวณิก กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เตรียมชงประเด็นล็อกแม่น้ำ 5 สายต้องเว้นวรรคทางการเมือง 2 ปี
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ส่อแววจะเข็นไม่ขึ้นกับข้อเสนอของ เจษฎ์ โทณะวณิก กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เตรียมชงประเด็นล็อกแม่น้ำ 5 สายต้องเว้นวรรคทางการเมือง 2 ปี หลังมีรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันการสืบทอดอำนาจ
ยิ่งมีสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาชี้แจงชัดเจนว่า “ให้ไปดูรัฐธรรมนูญชั่วคราว ว่าเขียนไว้ว่าอย่างไร รัฐธรรมนูญชั่วคราวระบุเฉพาะ กมธ.ยกร่างฯ ผมก็ยังยึดตามนั้นอยู่ เสนอมาอย่างไรก็เสนอไป แต่ความเห็นของผมในฐานะเป็นหัวหน้า คสช.และ ครม.จะยึดตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว คนอื่นเอาอย่างไรก็ไปว่ามา”
“คนเหล่านี้มีความจำเป็นต้องเข้ามาทำงาน เขาไม่ได้ต้องการอะไร ถ้าให้เว้นวรรคกันหมด ก็ไม่มีใครทำงาน ดังนั้นให้ไปหามาตรการอื่นมา ควรไปดูว่าต่อไปจะทำอย่างไร ในส่วนของ สส. และ สว.จะว่ากันอย่างไร ให้ไปดูเรื่องนั้น อย่ามาไล่กันตรงนี้” แถมตบท้ายว่า “จะมาหวาดระแวงอะไรกับผม ถ้าหวาดระแวงผม ผมไม่คืนอำนาจให้ก็จบแล้ว”
สอดรับกับเสียงสะท้อนก่อนหน้านี้จากบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ออกมาดักคอไม่เอาด้วย ทั้ง พีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. ซึ่งย้ำว่า สนช.ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ควรตัดสิทธิ “หากจะห้ามเล่นการเมือง ก็ขอให้รีบบอกมาเลยจะได้ลาออกจาก สนช.”
จะมีก็เพียง ศ.เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ซึ่งเห็นพ้องกับข้อเสนอของเจษฎ์ด้วยเหตุผลว่า สปช.มีส่วนได้ส่วนเสียกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ในฐานะผู้ที่จะลงมติเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ “ที่สำคัญเมื่อเราทำหน้าที่ตรงนี้คงต้องพร้อมรับทุกอย่าง”
ทั้งนี้ ยังมีความแตกต่างระหว่างที่มาของ สนช.และ สปช. เพราะ สนช.เป็นกลุ่มคนที่ผ่านการคัดเลือกจาก คสช. แม้จะมีกระแสข่าวหลายคนวิ่งเต้นอยากมารับตำแหน่งนี้อยู่กระเส็นกระสาย ต่างจากในส่วนของ สปช. ที่มาจากการเสนอหรือถูกเสนอชื่อผ่านองค์กรหน่วยงานต่างๆ ซึ่งถือเป็นรายละเอียดที่จะต้องหยิบยกไปประกอบการตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาคะแนนนิยมของแม่น้ำทั้ง 5 สายกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลงานที่ยังไม่เข้าตา ซ้ำเติมด้วยกรณีการแต่งตั้งเครือญาติคนใกล้ชิดเข้ามาเป็นผู้ช่วยประจำตัว สนช.
การเสนอแนวคิดให้แม่น้ำ 5 สายต้องเว้นวรรคทางการเมือง จึงอาจเป็นทางเลือกที่จะช่วยกู้ภาพลักษณ์ให้ดีขึ้นมา เพราะนอกจากจะเป็นการป้องกันการ “สืบทอดอำนาจ” แล้วยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดข้อครหาเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน”
แถมอาจถูกหยิบยกไปเป็นประเด็นร้องเรียนเอาผิดให้เกิดปัญหาภายหลังได้ เมื่อคนที่เขียนกฎกติกาจะลงมาแข่งในสนามที่ตัวเองว่างกฎเอาไว้ ย่อมเกิดความได้เปรียบไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
อีกด้านหนึ่งหากส่องดูสมาชิกที่อยู่ในแม่น้ำ 5 สาย ไล่มาตั้งแต่ คสช. ครม. เต็มไปด้วยบิ๊กทหารและรัฐมนตรีที่ทำงานมาหลายรัฐบาล หากจะมาเขียนล็อกให้ต้อง
ปิดทางตัวเองอาจไม่เป็นที่ยอมรับของคนกลุ่มนี้
ยังไม่รวมกับสมาชิก สนช.และ สปช. ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นทั้งอดีต สส. อดีต สว. อดีตนักการเมือง ไปจนถึงอดีตข้าราชการที่เตรียมเบนเข็มเข้าสู่ถนนการเมือง ก่อนจะถูกดึงหรืออาสาเข้ามาทำงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ดังนั้น การปิดทางทางการเมือง 2 ปี แม้จะไม่ใช่เวลายาวนาน แต่สำหรับนักการเมือง การว่างเว้นจากตำแหน่งใดๆ ย่อมมีผลต่อการทำพื้นที่ หรือเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบคู่แข่ง
ดังจะเห็นว่าในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ยังกำหนดล็อกไว้เพียงแค่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องเว้นวรรคทางการเมือง ไม่รวมทั้งแม่น้ำสายอื่นๆ เพราะ กมธ.ยกร่างฯ ถือเป็นกลไกหลักที่เขียนกรอบกติกาหลัก หากไปเขียนล็อกแม่น้ำสายอื่นด้วยอาจหาคนที่จะมาทำหน้าที่ได้ยาก
แม้จะถือเป็นเรื่องดีที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะพยายามออกกฎกติกาสร้างความสง่างามให้ตัวเอง เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคม โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูปประเทศที่ดีขึ้น
แต่สุดท้าย เมื่อแนวคิดนี้ทำท่าจะเจอทางตัน นั่นย่อมกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ย้อนกลับมาเป็นแรงกดดันกับแม่น้ำ 5 สายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะหากไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน หรือรับฟังได้ว่าทำไมถึงไม่ยืนยันตามแนวคิดนี้
แถมจะกลายเป็นดาบสองที่ “ซ้ำเติม” ความน่าเชื่อถือหลังปรากฏข่าวเรื่องแต่งตั้งเครือญาติมาทำหน้าที่ผู้ช่วยประจำตำแหน่ง ที่จะยิ่งทำให้ทุกอย่างมีแต่ย่ำแย่ไป







