posttoday
เลื่อนสัมปทานปิโตรเลียม

เลื่อนสัมปทานปิโตรเลียม

05 มีนาคม 2558

โดย...อรุณ จิรชวาลา

โดย...อรุณ จิรชวาลา

ก่อนหน้านั้นยืนยันกันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่ารัฐบาลจะเดินหน้าเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ในเดือนนี้ (มี.ค. 2558) ตามกำหนดอย่างแน่นอน แต่เอาเข้าจริงกลับเจอโรคเลื่อนก็คงต้องยอมรับกันว่า เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฝ่ายรัฐบาลประเมินสถานการณ์ผิดพลาด ประเมินพละกำลังตลอดจนหลักการและเหตุผลของฝ่ายต่อต้านต่ำเกินไป

สัญญาณว่าอาจจะต้องเลื่อนก่อนวันประกาศจริงหลายวัน ตั้งแต่ฝ่ายต่อต้านงัดเอาแผนสองออกมาใช้ นั่นก็คือการร้องขอในหลายๆ เรื่องซึ่งฟังดูมีเหตุผล เช่น การขอให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดตัวบุคคลที่เข้าร่วมในเวทีหารือ แทนการให้รัฐบาลเป็นผู้กำหนดเพียงฝ่ายเดียว การขอให้เปิดกว้างเรื่องสัดส่วนที่นั่งมากขึ้น จากเดิมที่ภาคประชาชนมีเพียง 20 จาก 300 ที่นั่ง การขอเปลี่ยนรูปแบบจากการโต้วาทีมาเป็นการหารือกลุ่มเล็ก การขอให้เชิญอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือ ปชป.มาร่วม เพราะมีข้อมูลและความรู้ดี และที่อาจจะเป็นการกดดันมากที่สุด คือการขอเปลี่ยนประธานจาก ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล มาเป็นตัวนายกฯ เอง จะได้มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ

ที่ผมบอกว่ากดดันเพราะเวทีนี้ไม่ใช่สนามรบ ถ้าต้องออกโรงโต้กลับหัวหน้าพรรค ปชป. ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักพูดชั้นเซียนที่มีลูกเล่นแพรวพราว โอกาสที่จะเป็นฝ่ายชนะแทบจะมองไม่เห็น ดีไม่ดีอาจจะยืนไม่ครบยกด้วยซ้ำไป

มีหลายคนตั้งคำถามว่าหัวหน้าพรรค ปชป. ออกมายุ่งเรื่องนี้ทำไม บางคนถามเสร็จก็ตอบเองว่า ออกมาหาเสียง พูดอะไรให้สะใจหรือโดนใจประชาชนเข้าไว้ เช่น บอกว่าประเทศไทยถูกต่างชาติเข้ามากอบโกยทรัพยากร ทำให้คนไทยเจ้าของประเทศต้องใช้น้ำมันในราคาแพงกว่าที่ควร ผมมีประเด็นที่อยากจะพูดถึงเกี่ยวกับการเลื่อนเปิดสัมปทานครั้งนี้ ดังนี้

หนึ่ง ที่บอกว่าเป็นการเลื่อนออกไป 3 หรือ 4 เดือน เพื่อแก้กฎหมายและจัดการประมูลภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายใหม่ ผมเชื่อว่าเอาเข้าจริงต้องใช้เวลามากกว่านั้นมาก อย่างน้อยคงไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเปิดประมูลไม่ทันภายในอายุของรัฐบาลนี้

ที่เป็นเช่นนี้เพราะระบบแบ่งปันผลผลิตเป็นเรื่องที่เราไม่เคยทำมาก่อน ไม่สามารถเอาเรื่องเดิมมาตัดแปะ หนีไม่พ้นจะต้องมีแง่มุมและคำถามต่างๆ มากมาย ซึ่งการจะปิดช่องโหว่ทั้งหมด หรือทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นพ้องต้องกันในรายละเอียดคงไม่ใช่เรื่องง่าย

สอง ระบบแบ่งปันผลผลิตดีกว่าระบบสัมปทานจริงหรือ หลายคนอาจจะมีความเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าเป็นเช่นนั้น แต่บอกตรงๆ ครับว่าตัวผมเองไม่ค่อยจะเชื่อ

ข้อดีจริงๆ ของระบบแบ่งปันผลผลิตคือจะทำให้ผู้ประกอบการระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมากขึ้น เพราะจะกระทบงบกำไรขาดทุนของตัวเองโดยตรง แทนที่รัฐบาลจะช่วยแบกรับบางส่วน แต่ประเด็นนี้เล็กเกินกว่าที่จะทำให้ต้องเปลี่ยนระบบ เพราะจะเหมือนการขี่ช้างจับตั๊กแตน

ส่วนเรื่องใหญ่ๆ เช่น ที่บอกว่าประชาชนจะได้ใช้พลังงานในราคาที่ถูกลง หรือเพื่อแก้ไขการบิดเบือนของราคาพลังงานในประเทศ หรือเพื่อให้เราผลิตได้มากขึ้น จะได้ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เรื่องเหล่านี้ล้วนแต่ไม่เกี่ยวกันทั้งสิ้น หากจะให้ได้ตามนี้ต้องไปปฏิรูประบบภาษีแทน

โดยทั่วไประบบสัมปทานเป็นระบบที่ยุติธรรมและโปร่งใสไม่แพ้ระบบอื่นอยู่แล้ว รวมทั้งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายและปฏิบัติได้ง่าย หากแหล่งพลังงานของเรามีศักยภาพในการทำกำไรสูง ก็จะดึงดูดให้บริษัทต่างชาติมาร่วมประมูลเป็นจำนวนมาก

แน่นอนว่าไม่ว่าจะใช้ระบบไหน ผู้ประกอบการเดิมย่อมมีความได้เปรียบ ด้วยเหตุนี้ หากเราต้องการให้ได้ราคาที่ดีที่สุด เราก็ควรไปเชิญชวนบริษัทต่างชาติจากทั่วโลกมาร่วมประมูล พร้อมๆ กับเปิดเผยข้อมูลเท่าที่จะเปิดเผยได้ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงให้กับผู้มาประมูล จะได้ทุ่มเทให้กับราคาประมูลได้เต็มที่

ส่วนระบบแบ่งปันผลผลิตหรือแบ่งปันผลประโยชน์ ผมไม่แน่ใจว่ารูปแบบสุดท้ายจะออกมาอย่างไร แต่ถ้ามีส่วนที่ภาครัฐเรียกผู้ประมูลมาต่อรอง ซึ่งในทางทฤษฎีเพื่อให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุด แต่ในทางปฏิบัติก็จะทำให้เกิดการวิ่งเต้น ยิ่งประเด็นต่อรองมาก การวิ่งเต้นก็ยิ่งมาก

อาจกลายเป็นว่า การเปลี่ยนระบบแทนที่จะทำให้รัฐเสียหายน้อยลง กลับเสียหายมากขึ้น

สาม กล่าวกันว่าที่ฝ่ายต่อต้านได้ชัยชนะในครั้งนี้ เกิดจากการที่หน่วยงานด้านพลังงานขาดความโปร่งใสด้านข้อมูล ทำให้ไม่สามารถให้คำตอบหรือแก้ข้อกังขาของสังคมได้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา บางหน่วยงานควรมีหน้าที่โดยตรงแต่กลับนิ่งเฉย

ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาธุรกิจพลังงานเป็นแหล่งผลประโยชน์ที่มีกลุ่มการเมืองเข้ามารุมทึ้ง โดยมีหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือ ด้วยเหตุนี้เมื่อถูกฝ่ายต่อต้านท้าทายให้เอาข้อมูลทั้งหมดออกมาตีแผ่ จึงเกิดอาการน้ำท่วมปากไปตามๆ กัน

สี่ การเลื่อนสัมปทานปิโตรเลียมครั้งนี้เป็นมติของที่ประชุมร่วมระหว่าง คสช. กับ ครม. ในวันที่ 24 ก.พ. 2558 ตอนหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ นายกฯ กล่าวว่า เป็นการเลื่อนตามเสียงเรียกร้องจะได้ไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ เพราะฉะนั้นหากมีความเสียหายเกิดขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน หรือพูดง่ายๆ จะโทษรัฐบาลฝ่ายเดียวไม่ได้

ฟังดูคล้ายๆ กับการพยายามลอยตัวเหนือปัญหา ซึ่งในความเป็นจริง หากเรื่องนี้ลากยาวออกไป หาข้อยุติไม่ได้ จนเกิดเป็นความเสียหาย ถึงตอนนั้นแม้ว่ารัฐบาลนี้จะพ้นไปนานแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็จะโยนความผิดให้รัฐบาลนี้อยู่ดี

ผมไม่อยากให้นายกฯ มองข้ามความเป็นจริงว่า ความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนที่มีต่อตัวท่าน ส่วนสำคัญมาจากภาพของความเป็นชายชาติทหาร เด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจ กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง และพร้อมที่จะรับผิดชอบผลของการกระทำนั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท