
ดาบสองคม
รัฐบาลชุดปัจจุบันประกาศนโยบายชัดเจนในการสนับสนุนให้ประชาชนและธุรกิจทุกขนาดเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ จึงเป็นที่มาของการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ขึ้นมา ซึ่งคาดว่าในเร็วๆ นี้คงจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับใบอนุญาตออกมาเป็นทางการได้
รัฐบาลชุดปัจจุบันประกาศนโยบายชัดเจนในการสนับสนุนให้ประชาชนและธุรกิจทุกขนาดเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ จึงเป็นที่มาของการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ขึ้นมา ซึ่งคาดว่าในเร็วๆ นี้คงจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับใบอนุญาตออกมาเป็นทางการได้
แต่การแก้ปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุนอาจจะสร้างปัญหาอื่นๆ ตามมาก็เป็นไปได้สูง โดยเฉพาะในช่วงนี้ยอดหนี้ครัวเรือนของคนไทยสูงลิ่วคิดเป็นกว่า 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) นั่นหมายความว่าบางบ้านแทบจะไม่มีปัญญาผ่อนหนี้ได้อยู่แล้ว หากเกิดธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ขึ้นมา การกู้ง่าย แต่จ่ายไม่คล่อง อาจจะสร้างปัญหาให้กับผู้ประกอบการและเกิดหนี้เสียในระบบการเงินไทยมากยิ่งขึ้น
แม้นาโนไฟแนนซ์มีการกำหนดวงเงินในการปล่อยสินเชื่อสูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท/ราย แต่เปิดโอกาสให้คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดถึง 36% ต่อปี เพราะไม่มีหลักประกันมาค้ำแต่อย่างใด ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้เชื่อว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คงหนีไม่พ้นประชาชนที่มีรายได้ต่ำ หรืออาจเรียกว่ากลุ่มรากหญ้า ซึ่งหมดหนทางในการขอสินเชื่อก้อนใหม่ จึงต้องยอมรับดอกเบี้ยที่แพงหูฉี่ขนาดนี้
อย่างไรก็ตาม สำหรับลูกค้าที่มีประวัติการชำระเงินที่ดีก็อาจจะลดดอกเบี้ยลงได้เหลือ 28% แต่ก็ยังสูงอยู่ดี
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่ยื่นขอใบอนุญาต ซึ่งขณะนี้มีจำนวน 7 ราย ได้แก่ บริษัทเงินสดทันใจ บริษัท ไทยเอซ แคปปิตอล บริษัท แมคคาเล บริษัท วัฒนาธนสินทรัพย์ บริษัท ทิฐิวิสุทธิ์ บริษัท กรุงไทย ออโต้ลีส และบริษัท ไอร่า แอนด์ ฟูล แม้ว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจลีสซิ่งหรือปล่อยกู้เพื่อซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์อยู่แล้ว มีประสบการณ์เกี่ยวกับการตามหนี้มาเยอะ แต่อย่าประมาทกับการทำธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ เพราะการไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สะท้อนว่าคุณภาพของลูกค้าจะไม่ดีเท่าธุรกิจลีสซิ่ง เชื่อว่าเมื่อหมดหนทางผ่อนชำระก็มีโอกาสปล่อยให้เป็นหนี้เสียได้ไม่ยากนัก
นอกจากนั้น ดอกเบี้ยสูงสุดที่กำหนดไว้ 36% แม้ว่าจะสูงแต่หากเป็นหนี้เสียเมื่อไร ไม่คุ้มค่าแน่ๆ สำหรับการปล่อยสินเชื่อก้อนนี้ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขีดวงภาระของลูกหนี้ไว้ไม่เกิน 36% แม้ว่าผู้ประกอบการจะมีการฟ้องร้องต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงเพียงใด ก็ห้ามโยนไปให้ลูกหนี้
และที่ผ่านมา เวลามีหนี้เสีย หรือลูกหนี้หายวับ นันแบงก์ หรือธนาคารพาณิชย์มักจะรวบรวมพอร์ตแล้วนำไปขายต่อ หรือว่าจ้าง “คนกลาง” ให้ช่วยตามหนี้ แต่กรณีนาโนไฟแนนซ์จะแก้ปัญหาอย่างนี้ไม่ได้ เพราะไม่คุ้มค่า
เพราะฉะนั้นนาโนไฟแนนซ์ แม้จะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่หมดหนทางในการขอสินเชื่อก้อนใหม่ แต่เป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบการจะต้องระมัดระวังตัวให้ดีต้องหาทางปิดจุดเสี่ยงเรื่องหนี้เสีย เริ่มตั้งแต่การพิจารณาคุณสมบัติของลูกหนี้และการขยายสินเชื่ออย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกันประชาชนจะต้องพิจารณาให้ดีก่อนใช้บริการนาโนไฟแนนซ์ มิเช่นนั้นอาจจะสร้างภาระหนี้สินล้นพ้นตัวได้







