posttoday
แยกแบงก์รัฐออกจาก ซูเปอร์โฮลดิ้ง

แยกแบงก์รัฐออกจาก ซูเปอร์โฮลดิ้ง

05 มีนาคม 2558

ในช่วงที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด กำลังเดินหน้าตั้งไข่จัดตั้งบรรษัทแห่งชาติ หรือ ซูเปอร์โฮลดิ้ง

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ในช่วงที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด กำลังเดินหน้าตั้งไข่จัดตั้งบรรษัทแห่งชาติ หรือ ซูเปอร์โฮลดิ้ง เป็นองค์กรพิเศษเพื่อรวบอำนาจการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่กระจายอยู่ตามกระทรวงต่างๆ มาไว้กับซูเปอร์โฮลดิ้ง ที่จะเป็นผู้ถือหุ้นรัฐวิสาหกิจทั้งหมดแทนกระทรวงการคลัง ยังมีรูปแบบหน่วยงานอิสระเหมือนกับ ธปท. หรือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้การบริหารงานมีเอกภาพและไม่ให้การเมืองเข้าแทรกแซง

สำหรับแนวทางการจัดตั้งซูเปอร์โฮลดิ้ง ควรจะมีการแยกหรือจัดรัฐวิสาหกิจออกเป็นกลุ่มๆ ให้เกิดความชัดเจน เช่น รัฐวิสาหกิจชั้นดีที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และรัฐวิสาหกิจที่แปลงสภาพเป็นบริษัทจำกัด มีผลการดำเนินงานเกรดเอ เช่น บริษัท ปตท. บริษัท การบินไทย บริษัท ท่าอากาศยานไทย บริษัท อสมท บริษัท ไปรษณีย์ไทย บริษัท ขนส่ง และบริษัท อู่กรุงเทพ ควรจะผลักดันเข้าไปในซูเปอร์โฮลดิ้งก่อน เพราะในทางกฎหมายดำเนินการได้ง่ายกว่ารัฐวิสาหกิจที่ยังไม่ได้แปลงสภาพเป็นบริษัทจำกัด เพราะมีกฎหมายการจัดตั้งเฉพาะ

ส่วนรัฐวิสาหกิจที่ยังประสบปัญหา เช่น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม ควรส่งให้ซูเปอร์บอร์ดปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน หรือแต่งตัวให้แล้วเสร็จก่อนและควรจับกลุ่มรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลยังคงใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 6 แห่ง แยกออกมาต่างหาก และให้ทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังต่อไป แต่ต้องหาทางสร้างมาตรฐานการปล่อยกู้ให้การเมืองแทรกไม่ได้

ธนาคารของรัฐทั้งหมด คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) และมีอีก 2 ธนาคารที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟู คือ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เนื่องจากผลจากการใช้แบงก์รัฐสนองนโยบายรัฐ อาจทำให้เกิดความเสียหายจนต้องมีการตั้งเป็นบัญชีพิเศษ หรือพีเอสเอ ซึ่งกระทรวงการคลังควรใช้มาตรฐานการกำกับที่ผ่อนปรน ไม่เข้มงวดเหมือนกับมาตรฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้กำกับธนาคารพาณิชย์

อย่างไรก็ดี พบว่ามีแบงก์รัฐ 2 แห่ง ที่ยังมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง แม้จะถูกใช้ให้สนองนโยบายรัฐบาล นั่นคือ ธนาคารออมสิน ที่ถูกกำหนดบทบาทให้เป็นกระเป๋าเงินของรัฐบาลที่มีการปล่อยกู้ในโครงการรัฐบาล เช่น การปล่อยกู้ในอาร์พีเพื่อเสริมสภาพคล่องโครงการรับจำนำข้าวที่เป็นข่าวฮือฮาในปีที่ผ่านมา การปล่อยกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้รัฐวิสาหกิจด้วยกัน การปล่อยกู้ในโครงการเฉพาะกิจ เช่น การปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการยางเพื่อใช้เปลี่ยนเครื่องจักร และกำลังเตรียมขยายวัตถุประสงค์ให้ปล่อยได้ครอบคลุมเรื่องอื่นมากขึ้น หลังมีผู้ประกอบการมาร้องเรียนที่กระทรวงอุตสาหกรรม รวมไปถึงการปล่อยกู้ช่วยเหลือคนมีรายได้น้อย พ่อค้าแม่ค้า ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุน โดยในปีที่ผ่านมาธนาคารออมสินยังสามารถทำกำไรได้เฉียด 2.5 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัวที่ระดับ 11%

ขณะที่ ธ.ก.ส. มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือทางการเงินแก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตร สำหรับการประกอบอาชีพเกษตรกรรมหรืออาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับเกษตรกรรม เพื่อเพิ่มรายได้หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรหรือครอบครัวของเกษตรกร และยังรวมถึงการปล่อยกู้สนองนโยบายรัฐบาล เช่น การขอยืมสภาพคล่อง ธ.ก.ส. มาปล่อยกู้ในโครงการรับจำนำข้าว การปล่อยกู้เพื่อช่วยเหลือชาวนาและชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาท รวม 2 โครงการเป็นเงินที่ต้องควักจ่ายแทนรัฐบาลก่อนไม่น้อยกว่า 6 หมื่นล้านบาท แต่ผลดำเนินงานของ ธ.ก.ส. 9 เดือนแรกของปีบัญชี 2557 (เม.ย.-ธ.ค. 2557) มีกำไรสุทธิแล้ว 7,581 ล้านบาท ส่วนปีบัญชี 2556 ที่ผ่านมา ธนาคารมีกำไรสุทธิ 9,755 ล้านบาท

ส่วนแบงก์รัฐอีก 2 แห่ง คือ ไอแบงก์ และเอสเอ็มอีแบงก์ ที่อยู่ระหว่างการส่งแผนฟื้นฟูกิจการให้ซูเปอร์บอร์ดไฟเขียวอยู่นั้น พบว่าหนี้เสียที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากนโยบายของรัฐบาล แต่เกิดจากการปล่อยสินเชื่อที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งควรจะจัดการแก้หนี้เสียให้สะเด็ดน้ำก่อน

กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง เสนอให้ คสช.ตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งเป็นองค์อิสระ แต่ควรให้อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง และให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยมีกรรมการดูแลเรื่องนโยบายและแผนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง และต้องมีการทำบัญชีตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้สาเหตุที่ยังให้อยู่ในกำกับของกระทรวงการคลัง เพราะตราบใดที่รัฐวิสาหกิจยังได้รับเงินงบประมาณสนับสนุน หรือยังได้รับการชดเชยความเสียหายจากรัฐบาลที่ต้องดึงมาจากเงินงบประมาณ ก็เห็นควรให้กระทรวงการคลังยังควรเข้าไปมีบทบาทในการกำกับดูแลด้วยส่วนหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ต้องจับตาว่าการเดินหน้าจัดตั้งซูเปอร์โฮลดิ้ง ที่จะเข้ามาครอบครองขุมทรัพย์รัฐวิสาหกิจทั้ง 55 แห่ง ที่มีสินทรัพย์รวมกันกว่า 11.8 ล้านล้านบาท และนำส่งรายได้เข้ารัฐปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 1.36 แสนล้านบาท ภายใต้การทำงานของซูเปอร์บอร์ดและคณะทำงานที่กำลังจะสรุปเป็นแนวทางทั้งหมดในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า เพื่อเสนอให้ที่ประชุมสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ได้พิจารณาก่อนจะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาออกเป็นกฎหมาย จะออกมาแนวทางไหน แต่ถ้าออกมาแบบยกมาทั้งเข่ง ก็หนีไม่พ้นการแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจแบบวัวพันหลักกันต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท