
อนาคตปัญหาน้ำจะรุนแรงขึ้น
หลังจากเขื่อนภูมิพลประกาศนับถอยหลังว่าเหลือน้ำใช้อีกไม่เกิน 40 วัน ตามด้วยเขื่อนสิริกิติ์ประกาศเช่นกันว่าเหลือน้ำใช้ไม่เกิน 60 วัน ความกังวลของคนไทยส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคกลางและเมืองใหญ่อย่างกทม.
หลังจากเขื่อนภูมิพลประกาศนับถอยหลังว่าเหลือน้ำใช้อีกไม่เกิน 40 วัน ตามด้วยเขื่อนสิริกิติ์ประกาศเช่นกันว่าเหลือน้ำใช้ไม่เกิน 60 วัน ความกังวลของคนไทยส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคกลางและเมืองใหญ่อย่างกทม.
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
หลังจากเขื่อนภูมิพลประกาศนับถอยหลังว่าเหลือน้ำใช้อีกไม่เกิน 40 วัน ตามด้วยเขื่อนสิริกิติ์ประกาศเช่นกันว่าเหลือน้ำใช้ไม่เกิน 60 วัน ความกังวลของคนไทยส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคกลางและเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งชีวิตผูกไว้กับปริมาณน้ำใน 2 เขื่อนหลักของชาติ หลายคนจึงเริ่มรู้สึกคอแห้งผากตั้งแต่วันนี้ เมื่ออธิบดีกรมชลประทานเอ่ยปากว่า การบริหารน้ำต้องปรับกันแบบวันต่อวัน
สังคมที่กำลังเคร่งเครียดอยู่แล้ว ยิ่งเครียดหนัก เมื่อเริ่มกังวลว่าหลังจากนี้อีก 40-60 วัน จะมีน้ำสำรองไว้ให้พอดื่มต่อไปได้หรือไม่
ทว่า นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรม ชลประทาน ในฐานะรับผิดชอบกับการบริหารจัดการน้ำบอกว่ายังคงยิ้มได้ และปลอบใจสังคมว่า “ผมเชื่อว่าสถานการณ์น้ำจะไม่รุนแรงถึงขั้นไม่มีน้ำประปาใช้ แม้ปริมาณน้ำใช้การได้ใน 2 เขื่อนหลัก คือ ภูมิพล และสิริกิติ์ จะมีปริมาณน้ำใช้การได้ ณ วันที่ 18 มิ.ย. รวมแล้วเพียง 802 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งเป็นวิกฤตน้ำที่รุนแรงในรอบ 18 ปี”
แต่ยืนยันว่าจะไม่กระทบต่อน้ำอุปโภค-บริโภคของคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ในภาคกลาง หรือ กทม. อย่างแน่นอน เนื่องจากได้มีการเตรียมแผนรองรับวิกฤตทุกด้านอยู่แล้ว โดยใช้การผันน้ำจากเขื่อนอื่นๆ และลุ่มน้ำอื่นมาช่วยในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะระบบการผลิตประปาที่ต้องใช้น้ำดิบถึงวันละ 4 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน สำหรับคน กทม. ในขณะที่ระดับน้ำดังกล่าวจะไม่กระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศ เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไฟฟ้าที่ได้เป็นเพียงผลพลอยได้บายโปรดักต์เท่านั้น
สำหรับแผนการรับมือปัญหาวิกฤตน้ำ กรมชลประทานได้วางแผนบริหารน้ำดังนี้ 1.เริ่มลดการปล่อยน้ำจาก 2 เขื่อนหลักเหลือเพียงวันละ 20 ล้าน ลบ.ม. โดยปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพลวันละ 8 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนสิริกิติ์วันละ 12 ล้าน ลบ.ม. เพราะมีน้ำใช้การได้มากกว่า ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวเป็นการคำนวณความต้องการใช้น้ำของคนท้ายเขื่อนทั้งหมดสำหรับการอุปโภค-บริโภค และเพื่อรักษานิเวศเท่านั้น ไม่มีการปล่อยน้ำเพื่อการเกษตร และถ้าไม่จำเป็นจะไม่ลดระดับการปล่อยน้อยลงกว่านี้
2.ในระหว่างนี้หากมีปัญหาน้ำทะเลหนุนสูง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการผลิตน้ำประปาและระบบนิเวศของแม่น้ำเจ้าพระยา กรมชลประทานจะปล่อยน้ำจากเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก วันละ 1 ล้าน ลบ.ม. มาช่วยเติมน้ำในเขื่อนเจ้าพระยา และน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ วันละ 1 ล้าน ลบ.ม. มาช่วยขับไล่น้ำเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งในเดือน มิ.ย. |มีน้ำทะเลหนุนสูงใน 2 ช่วง คือ ระหว่างวันที่ 11-17 มิ.ย. และในช่วงปลายเดือนอีกครั้ง
มาตรการสุดท้าย กรณีที่น้ำใน 2 เขื่อนหลักเหลืออยู่ในระดับ 100 ล้าน ลบ.ม.ต้นๆ กรมชลประทานจะใช้การผันน้ำจากเขื่อนวชิราลงกรณในปริมาณที่เหมาะสมกับน้ำต้นทุน ผ่านลุ่มน้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน ผ่านคลองพระยาบันลือ มาปล่อยที่ประตูน้ำสิงหนาทที่อยู่เหนือโรงสูบน้ำสำแลที่ปทุมธานีของการประปานครหลวงไป 17 กิโลเมตร มาช่วยไล่น้ำเค็มและเติมน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อเสริมระบบการผลิตประปาของการประปานครหลวง
“ทั้งหมดผมยืนยันว่าจะทำให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ และเชื่อว่าสถานการณ์จะไม่วิกฤตไปกว่านี้จนต้องใช้มาตรการสุดท้าย เนื่องจากการทำฝนหลวงและฝนหลวงพระราชทานในช่วงต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาได้ผลดีมาก ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลง 2 เขื่อนหลักบ้างแล้ว โดยที่เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำไหลลงเขื่อนประมาณวันละ 4 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่เขื่อนภูมิพลขณะนี้ยังไม่มีน้ำเข้าเขื่อน ซึ่งเข้าใจว่ามาจากการที่ดินแห้งแล้งมาก เมื่อฝนตกมาแล้วก็ยังซับน้ำไว้ เพราะฉะนั้นคาดว่าอีกระยะหนึ่งจะเริ่มมีน้ำไหลเข้าเขื่อนแน่นอน ฉะนั้นเมื่อเฉลี่ยน้ำไหลเข้าไหลออกก็คาดว่าจะทำให้ปริมาณน้ำใน 2 เขื่อนหลักจะไม่ลดระดับไปเหลือหลักสิบแน่นอน” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว
เขายอมรับว่าเสียใจที่ทำให้ทุกคนเสี่ยงกับวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นบทเรียนให้กับทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและประชาชน ที่ต่อไปจะเชื่อคำเตือนของกรมชลประทานมากขึ้น โดยเฉพาะภาคที่ใช้น้ำมากที่สุด คือ ภาคเกษตรที่ใช้น้ำกว่า 70% ของปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ของประเทศ และในอนาคตจากจำนวนประชาชนที่เพิ่มขึ้น และโลกมีความต้องการสินค้าเกษตรเพิ่ม ก็เชื่อว่าปัญหาการบริหารน้ำจะยากขึ้นและรุนแรงขึ้น
“ความต้องการใช้น้ำในประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 30% ของปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ของประเทศทั้งหมด และในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มมากกว่า 50% ของน้ำที่เราเก็บได้ อนาคตจะลำบากกันกว่านี้ ปัญหาขณะนี้หลายคนบอกว่าเป็นเพราะกรมชลประทานหรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่บริหารให้ดี ก็น้อมรับคำติ แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเราด้วย เมื่อเราวางแผนแล้วก็ดี แจ้งเตือนแล้วก็ดี ขอความร่วมมือแล้วก็ดี แต่บังคับไม่ได้ เราก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด อาจไม่ถูกใจทุกฝ่าย เพราะจับก็ไม่ได้ ห้ามก็|ไม่ได้ ปล่อยให้พืชให้ข้าวตายก็จะยิ่งแย่ ฉะนั้นผมเชื่อว่าหากไม่มีการตัดสินใจทางนโยบายในเรื่องการหาแหล่งน้ำเพิ่ม อนาคตจะยิ่งกว่านี้ โดยเฉพาะในสภาวะภูมิอากาศโลกที่แปรปรวน การรอให้พระสยามเทวาธิราชมาโปรดคงไม่พอ” นายชลิต เตือนทิ้งท้ายอีกครั้งหนึ่ง
น้ำเค็มดันถึงปทุมธานี
นายปรีชา จำปาศรี ชาวนาในพื้นที่หมู่ 3 ต.ลาดหลุมแก้ว อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เปิดเผยว่า พื้นที่ทำนาของชาวบ้านในพื้นที่พบปัญหาน้ำที่สูบขึ้นมาจากคลองซึ่งเชื่อมต่อ|กับแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาในที่นาเป็นคราบเกลือ พื้นดินเปลี่ยนสีคราบเขียวบ้างดำบ้าง มีรสเค็ม ข้าวเปลือกที่หว่านมีคราบขาวเกาะและไม่งอก
“ในระยะนี้ปัญหาน้ำในคลองที่ไหลจากแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณลดลงส่งผลให้เกิดน้ำทะเลหนุน หลังจากที่สูบน้ำ เข้ามาเพื่อทำนาพบว่าข้าวที่หว่านไม่แตกงอก มีคราบขาวเกาะที่เมล็ดข้าวเปลือก ที่นาใกล้เคียงก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน น้ำที่สูบเข้ามาในนาพบว่ามีรสเค็ม โดยเฉพาะพื้นดินจะมีคราบสีขาวคล้ายกับเกลือเกาะอยู่” นายปรีชา กล่าว







