posttoday
สามัคคีปรองดองเถิดผองไทย

สามัคคีปรองดองเถิดผองไทย

20 มิถุนายน 2553

บทความนี้ตั้งชื่อว่า “สามัคคีปรองดองเถิดผองไทย” ก็เพราะอยากจะให้คนไทยหันมาเข้าใจกันและกัน อย่างที่อยากให้เข้าใจว่าทำไม “นักวิชาการจำนวนหนึ่ง” จึงออกมาทำงานให้รัฐบาลแบบนี้

บทความนี้ตั้งชื่อว่า “สามัคคีปรองดองเถิดผองไทย” ก็เพราะอยากจะให้คนไทยหันมาเข้าใจกันและกัน อย่างที่อยากให้เข้าใจว่าทำไม “นักวิชาการจำนวนหนึ่ง” จึงออกมาทำงานให้รัฐบาลแบบนี้

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ขึ้นต้นเหมือนข้อความปลุกใจ แท้จริงแล้วเป็นเสียงตัดพ้อด้วยความเหนื่อยใจ เหนื่อยใจในความไม่ปรองดองของสังคมไทย และนี่อาจจะเป็น “ธรรมดา”ของสังคมไทย ที่พบว่าการนินทาว่าร้ายหรืออิจฉาริษยากันและกันคือพฤติกรรมโดยปกติของชาวไทยทั้งหลาย

ผู้เขียนถูกแต่งตั้งเป็นกรรมการคนหนึ่งในคณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ที่มีชื่อเต็มๆ ว่า “คณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” โดยมีท่านอาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน

วันหนึ่งเดินเข้ามหาวิทยาลัย ได้ยินเสียงคนที่คุ้นเคยกันพูดออกมาจากห้องแว่วเป็นประโยคว่า “มาแล้วยาขัดรองเท้า” พอกลางวันไปทานอาหารในร้านก๋วยเตี๋ยว ก็ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์การตั้งกรรมการคณะนี้จากโต๊ะข้างๆ ว่า “โธ่ มันก็แค่ไม้จิ้มฟันของรัฐบาล”

สามัคคีปรองดองเถิดผองไทย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมามีการประชุมนัดแรกของกรรมการคณะนี้ เสร็จการประชุมก็เลยเที่ยงไปนิดหนึ่ง เจ้าหน้าที่ก็มาบอกว่ามีสื่อมวลชนรอสัมภาษณ์ ผู้เขียนในฐานะเลขานุการของอนุกรรมการการมีส่วนร่วมฯ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นและประชาสัมพันธ์ จึงตามออกไปฟัง

“เจ๊ยุ” (นักข่าวอาวุโสทำเนียบรัฐบาล) โยนคำถามขึ้นมาดังๆ เป็นคนแรก จับความได้คร่าวๆ ว่า “คิดว่าจะทำอะไรได้สำเร็จหรือไม่” ซึ่งท่านอาจารย์สมบัติก็พยายามตอบ จากนั้นก็โดนน้องๆ ผู้สื่อข่าวรุมซักถามอีกเกือบครึ่งชั่วโมง หลังการสัมภาษณ์ผู้เขียนผ่านไปทักทาย “เจ๊ยุ” ตามประสาคนรู้จัก ยังโดนหางเลขมาด้วยว่า “มาทำอะไรให้ประชาธิปัตย์ ก็ประชาธิปัตย์นี่แหละที่ไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่หรือ?”

ตอนเย็นได้รับเชิญไปร่วม “สนทนาธรรม” (เป็นสำนวนหมายถึงการไปแสดงสำนวนโวหารโต้ตอบกับผู้ร่วมรายการท่านอื่นๆ) ในรายการโทรทัศน์ของทีวีดาวเทียมช่องหนึ่ง นอกจากจะโดนคำถามในแบบเดียวกันกับที่ท่านอาจารย์สมบัติโดนเมื่อเที่ยงนี้แล้ว ยังโดนผู้ร่วมรายการด้วยกันท่านค่อนขอดบ้างเล็กน้อย อาจจะเป็นเพราะท่านยังให้เกียรติและเกรงใจ แต่กับคณะกรรมการชุดอื่นที่รัฐบาลตั้งขึ้นดูจะโดนค่อนข้างหนัก เนื่องจากไม่ต้องอยู่เผชิญหน้ากันเหมือนอย่างผู้เขียน

คำถามหนึ่งที่ผู้เขียนโดนแล้วยังเจ็บช้ำฝังใจไม่หาย คือคำถามที่ว่า “เป็นนักวิชาการแล้วมารับใช้รัฐบาลอย่างนี้ไม่กลัวจะเสียชื่อหรือ?”

ผู้เขียนตอบผู้ดำเนินรายการไปอย่างยืดยาว แต่ดูเหมือนจะจำความได้เพียงว่า “ก็อยากทำ” ทั้งนี้ก็เพราะระหว่างที่ตอบนั้นในสมองมีแต่ความสับสนและเต็มไปด้วยความคิดวุ่นวาย
ตื่นเช้ามาจึงตั้งสติได้ (แต่ก็ยังเจ็บปวดอยู่) นึกเรียบเรียงคำพูดขึ้นมาเผื่อว่าโดนคำถามอย่างนี้อีกจะขอตอบว่าอย่างไร ซึ่งน่าจะตอบได้ดังนี้

1.เพราะความเป็นนักวิชาการ เราจึงควรมั่นใจในวิชาความรู้ที่เรามี ซึ่งความรู้ที่แท้จริงน่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ถือว่าเป็นการใช้ความรู้ที่มีให้เป็นประโยชน์ก็แล้วกัน

2.หน้าที่ผู้รับใช้ไม่ใช่สิ่งที่ต่ำต้อย อย่างอาชีพข้าราชการชื่อก็บอกว่าเป็น “ข้า” ที่แต่ก่อนทำงานให้ “ราช” ในความหมายที่หมายถึงพระมหากษัตริย์ แต่ปัจจุบันคือ “ราษฎร” ก็เป็นอาชีพที่มีเกียรติ ซึ่งผู้เขียนก็ทำงานรับราชการด้วยคนหนึ่ง

3.การรับใช้ “รัฐบาลนี้” ก็ไม่น่าจะมีอะไรเสื่อมเสีย เพราะความเสื่อมเสียเป็นเรื่องเฉพาะตัวของรัฐบาลแต่ละคณะ ซึ่งทุกคณะก็มีสภาพคล้ายๆ กัน คือจะดีหรือชั่วก็ไม่แตกต่างกัน

4.ดังนั้นในข้อที่ว่า “ไม่กลัวเสียชื่อหรือ” จึงตอบได้ด้วยคำตอบ 3 ข้อก่อนหน้านี้

ถ้าใครหาทางออกให้ชีวิตที่มีปัญหาเรื่อง “การทำหน้าที่” อย่างที่กล่าวมาข้างต้นนี้ไม่ได้ ผู้เขียนขอแนะนำหนังสือให้อ่านสักเล่มหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นหนังสือที่อ่านยากสักหน่อย เพราะเป็นหนังสือกึ่งปรัชญากึ่งศาสนา แถมยังเป็นของแขก คือเป็นวรรณกรรมของคนอินเดีย คือหนังสือชื่อ “ภควัทคีตา”

ฉบับที่ผู้เขียนอ่านแปลเป็นภาษาไทยโดยศาสตราจารย์ ร.ต.ท.แสง มนวิทูร ร่วมกับศาสตราจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2487 แต่ฉบับที่ผู้เขียนอ่านพิมพ์ในปี 2527 ที่มีภาคผนวกเป็นคำอธิบายให้รายละเอียด รวมทั้งมีคำชี้แจงพร้อมด้วยส่วนคำนำที่ค่อนข้างยาว ช่วยชี้แนะถึงวิธีการอ่านและการทำความเข้าใจ จึงทำให้เกิดความเข้าใจได้โดยง่าย

ท่านผู้แปลได้แปลชื่อแขกที่มีชื่อเต็มๆ ว่า “ศรีมัทภควัทคีตา” ออกเป็นไทยว่า “เพลงแห่งชีวิต” ที่ท่านมหาตมะ คานธี ก็ยังกล่าวถึงในหนังสือประวัติชีวิตของท่านว่า “ช่วยปลอบประโลมใจ และทำให้เข้มแข็งยืนหยัด” เพราะทุกบทในหนังสือเล่มนี้ช่วยอธิบายว่า “หน้าที่ของมนุษย์คืออะไร”

ผู้เขียนจะไม่กล่าวถึงเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ เพราะไม่สามารถอธิบายสั้นๆ ได้ แต่ก็ขอแนะนำว่าไม่ควรอ่านในภาวะที่ยังไม่มีปัญหาอะไรในชีวิต เพราะยิ่งจะสร้างปัญหาให้แก่ตัวผู้อ่านเอง เพราะถ้าไม่อ่านคำนำกับคำอธิบายท้ายเล่ม ก็เหมือนดูหนังแขกอีกเรื่องหนึ่ง คือนึกถึงการระบำรำฟ้อนไปทุกฉาก จนอาจจะไม่เข้าใจอะไรเลยสักบรรทัดเลยก็ได้

บทความนี้ตั้งชื่อว่า “สามัคคีปรองดองเถิดผองไทย” ก็เพราะอยากจะให้คนไทยหันมาเข้าใจกันและกัน อย่างที่อยากให้เข้าใจว่าทำไม “นักวิชาการจำนวนหนึ่ง” จึงออกมาทำงานให้รัฐบาลแบบนี้ เพราะถ้าเราเข้าใจว่าถ้า “สามัคคีปรองดอง” กันแล้วจะมีประโยชน์อย่างไร ก็ไม่ต้องอิดออดในการที่จะเข้ามาช่วยเหลือกัน

เคยฟังพระท่านเทศน์ว่า ถ้าโยมเห็นขยะหรือหมาเน่าลอยมาติดเสาท่าน้ำหน้าบ้าน โยมจะทำอย่างไร จะรอให้มันหลุดออกไปเอง ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ และระหว่างนั้นต้องทนมองดูและสูดดมความเน่าเหม็นอย่างสะอิดสะเอียนไปอย่างนั้นหรือ

ครับ ช่วยกันเอาไม้เขี่ยออกไปให้พ้นๆ เสียก่อนจะดีกว่า ส่วนต่อไปมันจะไปส่งกลิ่นเหม็นที่หน้าบ้านใครก็ช่างมัน!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท