
สนช.ตั้ง‘ลูก-เมีย’ สะเทือนปฏิรูปจริยธรรม
สั่นสะเทือนไปทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า สนช.หลายคนแต่งตั้งบุคคลในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดเข้ามาช่วยงาน
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สั่นสะเทือนไปทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า สนช.หลายคนแต่งตั้งบุคคลในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดเข้ามาช่วยงาน ทั้งตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยประจำตัว สนช. ที่กำลังถูกตั้งคำถามถึงความ “ถูกต้อง” และ “เหมาะสม”
เสียงสะท้อนจาก “มาสเตอร์โพล” ระบุว่า กลุ่มตัวอย่าง 56.3% ไม่เห็นด้วยกับการแต่งตั้งทำนองนี้ เพราะอยากให้ได้คนที่มีความรู้ความสามารถจริงๆ มาทำงาน อยากให้มีความคิดที่หลากหลายในการทำงานที่สำคัญ
“เป็นการทำลายความเชื่อมั่นที่มีต่อ สนช.เอง ทำให้ภาพลักษณ์ดูไม่ดี ควรเปิดโอกาสให้คนที่มีความรู้ความสามารถ จะเกิดข้อครหาได้ถึงแม้จะเจตนาดี แต่ก็ไม่ควรทำ อาจจะดูไม่โปร่งใส อาจมีการเอื้อผลประโยชน์ต่อกัน”
มีเพียงแค่ 12.4% ที่เห็นด้วย เพราะคิดว่าคนใกล้ชิดน่าจะเข้าใจกันได้ดีกว่า จะได้ทำงานง่ายขึ้น การทำงานต้องการคนที่ไว้ใจได้ ถ้ามีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมก็น่าจะทำได้ การทำงานจะได้คล่องตัวมากขึ้น
แม้ สนช.จะออกมาชี้แจงว่าประเด็นนี้ไม่ผิดกฎหมายหรือข้อบังคับ แต่ในแง่ความเหมาะสมคต้องถกเถียงกันอีกยาว โดยเฉพาะกับสถานะของ สนช.ที่ถือเป็นแม่น้ำ 1 ใน 5 สาย ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูป วางโครงสร้างสังคม ที่มีเป้าหมายต้องการส่งเสริมเรื่องคุณธรรมจริยธรรม
ก่อนหน้านี้ “นักการเมือง” ซึ่งเคยถูกตีตราว่ามีปัญหาเรื่องจริยธรรมคุณธรรม ก็เคยประสบปัญหาจนถูกต่อว่าต่อขานเรื่องการแต่งตั้งคนใกล้ชิดเข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วย ที่ปรึกษา เกิดสภาวะ “กินรวบ” ตอกย้ำกับสภาพสภาผัวเมีย แต่ระยะหลังเมื่อสังคมเข้ามาจับจ้องสถานการณ์จึงเริ่มพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น
แต่สุดท้าย สนช.ที่มีภาระหน้าที่ต้องกอบกู้จริยธรรมคุณธรรม สมควรจะต้องมีความเข้มงวดกับเรื่องนี้มากกว่า สส. สว.ในอดีต กลับต้องมา “ตกม้าตาย” พลาดด้วยเรื่องที่ไม่ควรพลาด
ยิ่งสถานะของ สนช.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องทำพื้นที่ ไม่ต้องหาเสียง สมควรจะต้องมี “มาตรฐาน” ที่สูงกว่านักการเมืองปกติ เพื่อวางเกณฑ์ไว้เป็น “บรรทัดฐาน” ที่ดีต่อไป
พิจารณาจากคำชี้แจงจาก ศ.พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ที่อธิบายว่า ไม่มีระเบียบข้อบังคับเรื่องการห้ามแต่งตั้งลูกเมีย เครือญาติมาดำรงตำแหน่ง แค่กำหนดหลักการและคุณสมบัติ ไม่เคยต้องคดีมาก่อน และ สนช.อาจต้องการคนที่มีความไว้วางใจมาช่วยงาน จึงดึงคนใกล้ชิดมาเป็น สนช. ปฏิบัติตามระเบียบเดิมของสภาที่มีมาก่อนหน้านี้
คำชี้แจงเหล่านี้ดูจะไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะสังคมคาดหวังเรื่องจริยธรรมคุณธรรมในระดับที่มากกว่า สส. สว. การชี้แจงที่ออกมาย้ำแค่เรื่องข้อกฎหมายจึงไร้น้ำหนัก
ไม่ต่างจาก ตวง อันทะไชย หนึ่งใน สนช.ที่แต่งตั้งบุตรชายมาเป็นผู้ช่วยประจำตัว สนช. ยอมรับว่า “ถ้าไม่ให้ลูกมาช่วย จะให้ใครมาช่วยงานในลักษณะนี้ เงินเดือน 1 หมื่นกว่าบาทไม่เพียงพอต่อการเดินทางด้วยซ้ำ”
ประเด็นนี้ถูกวิจารณ์หนัก หลายคนมองว่าหากไม่สามารถหาคนมาช่วยงานได้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิ ซึ่งจะดีกับตัวเองและดีกับทุกฝ่ายช่วยประหยัดงบประมาณ และวางบรรทัดฐานที่ดีกับสังคมต่อไป
พฤติกรรมเช่นนี้ได้ลดความน่าเชื่อถือของ สนช.ลงไปมาก การจะผลักดันประเด็น หรือวางกลไกยกระดับมาตรฐานจริยธรรมคุณธรรม โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนคงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป หากบุคคลที่วางกลไกเหล่านี้ต้องพัวพันกับข้อครหา
ล่าสุด สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้ความเห็นชอบเตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ.องค์กรสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายกู้ภาพลักษณ์ ยกระดับคุณธรรมจริยธรรมที่ห่างหายไปจากสังคมให้ฟื้นกลับคืนมา
แต่เมื่อ สนช.ซึ่งจะต้องเป็นกลไกหลักพิจารณาให้ความเห็นชอบกฎหมายนี้กลับต้องมาพัวพันกับปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมต้องการแก้ไข
ดังนั้น การแต่งตั้งลูกเมียเข้ามาปฏิบัติหน้าที่จึงเป็นปัญหาที่สะท้อนทั้งวิธีคิดและกระบวนการทำงานที่จะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่จะออกมา โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำและเตรียมนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ สนช.ในอนาคต







