
"นักสู้ฟันน้ำนม" สะพานบุญสู่การวิจัยโรคมะเร็ง
ผมต้องการสร้างกระแสให้คนในสังคมได้ตระหนักว่า หากจะทำบุญ ก็ควรทำบุญผ่านการวิจัย เพราะการเอาชนะโรคมะเร็งได้นั้น ต้องใช้เงินสำหรับการวิจัยจำนวนมาก
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
จากจุดกำเนิดเล็กๆ ที่เป็นเด็กหญิงตัวน้อย น้องไอนส์ ด.ญ.เมทรินทร์ เนาวรัตน์พงษ์ ซึ่งป่วยด้วยโรคมะเร็งสมองชนิดร้ายแรงที่สุด ได้สร้างจุดเริ่มต้นอันยิ่งใหญ่ในวงการแพทย์ไทย คือ การจัดตั้งกองทุนวิจัยรหัสพันธุกรรมเพื่อรักษาโรคมะเร็งในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี ขึ้นมาได้เป็นผลสำเร็จ
ด้วยวัยที่ยังไม่ถึง 3 ขวบดี น้องไอนส์ เด็กหญิงแก้มยุ้ย ที่มีดวงตากลมโตสดใส ต้องผ่านการผ่าตัดมาถึง 12 ครั้ง ถูกให้คีโม 18 ครั้ง ฉายรังสี 20 ครั้ง ทั้งตัวถูกเข็มเจาะมากกว่า 300 ครั้ง ไม่นับอาการหลังการรักษาที่ทรุดเข้าขั้นโคม่าอีกนับไม่ถ้วน
แต่ดูเหมือนความเจ็บปวดที่ได้รับทำอะไรน้องไอนส์ไม่ได้ จากภาพที่คุณพ่อน้องไอนส์ สหธรณ์ เนาวรัตน์พงษ์ โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว Sahatorn Naovaratpong หลายครั้งหลังการรักษา เรายังคงได้เห็นดวงตากลมโตที่สว่างเจิดจ้า และรอยยิ้มน่ารัก ภาพที่เห็นทำให้แฟนเพจที่เข้ามาติดตามอาการของน้องไอนส์ ทั้งกดไลค์ และส่งข้อความให้กำลังใจไม่ขาดสาย
เธอเป็นนักสู้สมกับที่สหธรณ์เรียกลูกสาวตัวน้อยของเขาว่า นักสู้ฟันน้ำนม
ในระหว่างที่น้องไอนส์กำลังต่อสู้กับโรคร้ายอยู่นั้น สหธรณ์ ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์จะชนะโรคมะเร็งได้ แต่ต้องชนะด้วยการมุ่งไปที่รากเหง้าของโรค คือ “รหัสพันธุกรรมของโรค” เขาเห็นว่าหากสามารถรู้รหัสพันธุกรรมของโรคได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งสมองชนิดร้ายแรงที่น้องไอนส์กำลังเป็นอยู่ ก็จะให้ยาที่รักษาโรคมะเร็งที่ถูกกับรหัส ซึ่งจะทำให้การรักษาได้ผล แต่ถ้ายาที่ให้ไม่ตรงกับรหัส การรักษาก็จะไม่รับการตอบสนอง
เขาจึงได้ปรึกษาหารือกับ ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้ทุ่มทำการวิจัยรหัสพันธุกรรมเพื่อรักษาโรคมะเร็งในสมองชนิดร้ายแรงที่เกิดกับน้องไอนส์ ก่อนที่จะมีการผลักดันตั้งเป็นกองทุนในชื่อ โครงการวิจัยรหัสพันธุกรรมเพื่อรักษามะเร็งในเด็ก มูลนิธิรามาธิบดี ที่ดูแลโดย ศ.นพ.สุรเดช
และเมื่อสหธรณ์พูดถึงการตั้งกองทุนวิจัยรหัสพันธุกรรมเพื่อรักษาโรคมะเร็งในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี เพจ Sahatorn Naovaratpong ก็ถูกแชร์ออกไป โดยแฟนเพจที่เฝ้าให้กำลังใจน้องไอนส์ เพื่อเชิญชวนให้ผู้ที่ได้รับทราบข่าวคราวเข้ามาร่วมบริจาคเงินเข้ากองทุน
ระหว่างการทุ่มเทกับการรักษาน้องไอนส์ และการวิจัยหารหัสพันธุกรรมของโรค สหธรณ์จะใช้โลกออนไลน์รายงานความคืบหน้าของการรักษา ผลการรักษา แต่ละขั้น แต่ละตอน จนกระทั่งวันที่ 8 ม.ค. 2558 น้องไอนส์ก็จากไป
ก่อนวันที่น้องไอนส์จะจากไป 1 วัน สหธรณ์โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวตอนหนึ่งถึงบทบาทของน้องไอนส์ที่เชื่อมโยงกับกองทุนว่า
“ไอนส์ได้แสดงให้เห็นถึงการอดทนต่อสู้ถึงขีดจำกัดสูงสุดของมนุษย์ แม้ในยามลำบากกายก็ยังแสดงความเป็นนักสู้ฟันน้ำนม แม้ฟันจะยังไม่เคยใช้เคี้ยวอะไรเลย หนูก็ยังสื่อสารด้วยการฟาดมือฟาดขากับเรื่องจุกจิกมากมายที่เกิดกับตัวเอง
หนูผ่านการผ่าตัด 12 ครั้ง, คีโม 18 ครั้ง, รังสี 20 ครั้ง พร้อมคีโม, โคม่าอีกหลายครั้ง, โดนเข็มเจาะมากกว่า 300 ครั้ง
แต่นักสู้ฟันน้ำนมก็ยังแสดงรอยยิ้มหัวเราะเสมอ หนูเป็นแรงใจให้คนจำนวนมากมีกำลังใจ ทำบุญจำนวนมากไม่แบ่งแยกด้วยทรัพย์ส่วนตัวของหนู เป็นจุดเริ่มต้นโครงการวิจัย และเป็นสะพานบุญนำกุศลสู่จิตคนมากมาย หนูทำให้เกิดทุกสิ่งนี้ในเวลาไม่กี่เดือน มากกว่าที่พ่อจะทำได้ในสิบชาติ หนูทำให้พ่อแข็งแรงเกินใครๆ”
แม้ว่าในที่สุดแล้ว การวิจัยรหัสพันธุกรรมจะไม่ทันกับการรักษาโรคมะเร็งให้น้องไอนส์
แต่สหธรณ์ก็ยังต้องการสร้างกระแสให้คนในสังคมตระหนักถึงคุณค่าของงานวิจัยต่อไป เพราะการเอาชนะโรคมะเร็งได้ ต้องอาศัยความรู้ใหม่ในการรักษา ด้วยการวิจัยไปที่รากเหง้าของโรค ค้นให้พบรหัสพันธุกรรม เพื่อจะได้ดูแลผู้ป่วยด้วยยาที่ถูกกับรหัส ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสสูงที่จะรอดและหายขาด โดยเฉพาะเด็กๆ ที่เป็นมะเร็ง ส่วนมากจะไม่ตอบสนองกับการรักษา ยกเว้นถ้าได้แพทย์ที่เก่งมากจะสามารถทำได้ แต่ปัญหาคือความเชี่ยวชาญนี้จำกัดไม่พอแก่การบริการผู้ป่วยจำนวนมาก
“ผมต้องการสร้างกระแสให้คนในสังคมได้ตระหนักว่า หากจะทำบุญ ก็ควรทำบุญผ่านการวิจัย เพราะการเอาชนะโรคมะเร็งได้นั้น ต้องใช้เงินสำหรับการวิจัยจำนวนมาก ระดับ 200 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งคนรวยสามารถบริจาคกันได้อย่างสบาย และผลของการวิจัยนั้นจะอยู่คู่กับมนุษย์ตลอดไป”
ปัจจุบันโรคมะเร็งได้กลายเป็นสาเหตุของการตายอันดับ 1 ของคนไทยมานาน 13 ปีแล้ว ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมานทั้งจากโรคและการรักษา แต่หากการแพทย์ของไทยได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากผู้ที่เห็นถึงความสำคัญของการวิจัยอย่างเพียงพอ ก็จะทำให้วงการแพทย์ไทยสามารถก้าวไปอีกขั้น ด้วยการค้นพบวิธีการรักษาที่ทุกข์ทรมานน้อยที่สุด แต่ได้ผลมากที่สุดได้อย่างแน่นอน







